วันพุธ ที่ 18 มีนาคม 2569

Login
Login

จับตาประชุมเฟดคาด ‘คงดอกเบี้ย’ โบรกฯ เตือนนโยบายตึงตัวกด ‘สินทรัพย์เสี่ยง’

จับตาประชุมเฟดคาด ‘คงดอกเบี้ย’ โบรกฯ เตือนนโยบายตึงตัวกด ‘สินทรัพย์เสี่ยง’

ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ “ตลาดการเงินทั่วโลก” จับตามองมากที่สุดของปี กับการเข้าสู่ “Super Central Bank Week” ที่ธนาคารกลางขนาดใหญ่ 8 หลายแห่งประชุมพร้อมกันภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐหรือ FED ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศหลักของทิศทางดอกเบี้ยและสภาพคล่องของโลก

จับตาประชุมเฟดคาด ‘คงดอกเบี้ย’ โบรกฯ เตือนนโยบายตึงตัวกด ‘สินทรัพย์เสี่ยง’

“สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดการลงทุนมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ซึ่งถือเป็นตัวแปรหลักที่อาจกำหนดทิศทางตลาดโลกในระยะถัดไป

ทั้งนี้ การประชุม FOMC รอบล่าสุด ตลาดให้ความสำคัญกับการปรับประมาณการอัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) อย่างมาก จากเดิมที่คาดว่าจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ สู่ระดับ 3.25-3.50% อย่างไรก็ตาม หากผลประชุมส่งสัญญาณ “ไม่ลดดอกเบี้ย” และคงอัตราไว้ที่ 3.6% อาจส่งผลกระทบ “เชิงลบ” ต่อตลาดหุ้นทั่วโลกรุนแรงระยะสั้น

อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังคือ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 30% ซึ่งมีผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ โดยในเชิงสถิติ ทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะดันอัตราเงินเฟ้อ (CPI) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.3% ขณะที่การเพิ่มขึ้น 10% ของราคาน้ำมันจะส่งผลให้เงินเฟ้อในช่วง 3 เดือนข้างหน้าปรับขึ้นราว 0.35%

ขณะที่เดียวกันสิ่งที่น่ากังวล หาก FED ปรับประมาณการเงินเฟ้อ (Core PCE) จาก 2.5% ขึ้นไปอยู่ในกรอบ 3.0-3.5% จะเป็นสัญญาณลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายเริ่มไหลออกจากภูมิภาคเอเชียต่อเนื่อง โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดหุ้นไทยมีเงินไหลเข้า 60,000 ล้านบาท แต่ล่าสุดไหลออกแล้วกว่า 40,000 ล้านบาท ทำให้ยอดสุทธิเหลือเพียง 20,000 ล้านบาท

สำหรับ ดัชนีหุ้นไทยมีการประเมินไว้ 3 กรณี ได้แก่ กรณีจบเร็ว (1 เดือน) เป้าหมาย 1,480 จุด กรณีพื้นฐาน (3 เดือน) เป้าหมาย 1,385 จุด และมุมมองปัจจุบัน (1.5 เดือน) คาดเฉลี่ยที่ 1,430 จุด

“อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า จากประมาณการล่าสุด Dot Plot เดือนธ.ค.ที่ผ่านมา คาดเฟดจะลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปีหน้า จากเดิมที่ตลาดเคยคาดหวังจะลดดอกเบี้ยถึง 2 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดเริ่มปรับมุมมองให้สอดคล้องกับเฟดมากขึ้น และอาจทำให้การลดดอกเบี้ยเลื่อนไปอยู่ในช่วงปลายปี โดยเฉพาะราวเดือนธ.ค.นี้

สำหรับธนาคารกลางอื่น ๆ มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินแบบระมัดระวังเช่นกัน โดยญี่ปุ่น คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.75% ยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดทั้งปี

ขณะเดียวกัน ปัจจัยการเมืองสหรัฐก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญ โดย “โดนัลด์ ทรัมป์” ต้องการให้สงครามยุติโดยเร็ว เนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมปลายปีนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินไตรมาส 2 ปี 2569 อาจกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกัน

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม หลังการเจรจาระหว่าง ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง มีแนวโน้มล่าช้าออกไปจากเดิมที่คาดจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ สำหรับกลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ “ระมัดระวัง” โดยเน้นบริหารพอร์ตอย่างมีวินัย

“กรรณ์ หทัยศรัทธา” หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แม้การประชุมเฟดยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ตลาดทั่วโลกจับตา แต่สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่า “การขึ้นหรือลดดอกเบี้ย” คือมุมมองของเฟดต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและความเสี่ยงในระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ ตลาดส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะ “คงอัตราดอกเบี้ย” ไปตลอดปีนี้ ซึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่าง อิสราเอล และ อิหร่าน ว่าจะยุติลงในช่วงเวลาใด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนใช้แนวทาง “ผสมผสานสินทรัพย์” เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก โดยแบ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยงรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาปรับตัวลง และหลีกเลี่ยงการไล่ราคา ขณะทีี่สินทรัพย์ปลอดภัยเน้นป้องกันความเสี่ยง