สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยกระดับความตึงเครียด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลไทยยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน จนถึงวันที่ 16 มี.ค.2569 ก่อนจะประกาศทิศทางราคาน้ำมันใหม่ในวันที่ 17 มี.ค.2569 โดยนักวิเคราะห์มองว่า การตรึงราคามีข้อจำกัดจากภาระกองทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และมีโอกาสที่ราคาดีเซลจะทยอยปรับขึ้นในระยะถัดไป
นายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า สถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยกำลังเผชิญภาระการอุดหนุนราคาพลังงานในระดับสูง จนมีข้อจำกัดในการตรึงราคาน้ำมันต่อไปในระยะยาว โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมันมีการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 18.31 บาทต่อลิตร ขณะที่กลุ่มเบนซินก็มีการอุดหนุนเช่นกัน โดย E10 ชดเชยราว 8.37 บาทต่อลิตร และ E20 ประมาณ 9.85 บาทต่อลิตร ส่งผลให้กองทุนต้องรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากในแต่ละวัน
ทั้งนี้ หากคำนวณจากปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศที่เฉลี่ยประมาณ 80 ล้านลิตรต่อวัน จะทำให้กองทุนน้ำมันต้องจ่ายเงินชดเชยประมาณ 1,400 ล้านบาทต่อวัน และเมื่อรวมกับการอุดหนุนในกลุ่มเบนซินอีกประมาณ 300 ล้านบาทต่อวัน ทำให้เงินไหลออกจากกองทุนรวมแล้วเกือบ 2,000 ล้านบาทต่อวัน ด้วยอัตราการใช้เงินในระดับดังกล่าว หากดำเนินต่อเนื่องเพียง 10 วัน กองทุนจะสูญเงินมากถึงประมาณ 20,000 ล้านบาท ทำให้การตรึงราคาน้ำมันในระดับเดิมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ยาวนาน
"ประเมินว่า ในระยะถัดไป ราคาน้ำมันดีเซลมีแนวโน้มทยอยปรับขึ้น และอาจกลับไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงรัฐบาลก่อนหน้าที่ประมาณ 34–35 บาทต่อลิตร การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นลูกโซ่ โดยด่านแรกคือ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ หากราคาดีเซลปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว จะทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นทันที"
ขณะเดียวกัน กำลังซื้อของประชาชนจะลดลง เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้เงินที่เหลือสำหรับการบริโภคสินค้าอื่น ๆ ลดลง ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อธุรกิจค้าปลีก
นอกจากนี้ อีกประเด็นที่ต้องจับตาความเสี่ยงการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน โดยปัจจุบันภาครัฐพยายามให้โรงกลั่นสำรองน้ำมันดิบในระดับที่เพียงพอเพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลน อย่างไรก็ตาม หากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันจริงจะส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการผลิต การขนส่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม
ขณะที่ในกรณีเลวร้าย หากต้องมีมาตรการจำกัดปริมาณการเติมน้ำมัน เช่น เติมได้ครั้งละไม่เกิน 800–1,000 บาท อาจทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วนชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ได้แก่ ภาคการผลิตซึ่งต้องเผชิญทั้งต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมี ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมัน เนื่องจากเป็นต้นทุนวัตถุดิบในการผลิต เช่น เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก ส่วนกลุ่มวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะผู้ผลิตปูนซีเมนต์ ที่มีต้นทุนพลังงานสูง และอาจต้องลดกำลังการผลิตหรือประกาศภาวะเหตุสุดวิสัยหากต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก
"แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่าง ข่าวที่ประกาศออกมากับสถานการณ์จริงในภาคปฏิบัติ เช่น กรณีการประกาศเปิดเส้นทางเดินเรือ ซึ่งในความเป็นจริงอาจยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ทันที ช่วงปลายเดือนนี้ ถือเป็นจุดสำคัญที่ต้องจับตา หากปัญหาการหยุดชะงักด้านพลังงานและการขนส่งยังไม่คลี่คลาย ความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนอาจเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การขนส่งน้ำมันและการส่งออกกลับมาเป็นปกติ ความกังวลของตลาดหุ้นก็มีแนวโน้ม ค่อย ๆ คลี่คลายลงตามลำดับ"
ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มราคาพลังงานของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากนโยบายการอุดหนุนราคาแบบเข้มข้น ไปสู่การบริหารจัดการราคาที่สะท้อนต้นทุนมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมารัฐบาลใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุดหนุนราคาพลังงานอย่างหนัก จนกองทุนเกิดภาวะขาดดุลและต้องออกพระราชกำหนดเงินกู้เพื่อพยุงสถานการณ์
ทั้งนี้ในระยะถัดไปมีแนวโน้มที่ภาครัฐจะใช้แนวทางการบริหารจัดการราคาน้ำมัน โดยอาจปล่อยให้ราคาปรับขึ้นบางส่วน ขณะเดียวกันยังคงอุดหนุนบางส่วนเพื่อลดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจ
สำหรับราคาน้ำมันดีเซล ประเมินว่า อาจทยอยปรับขึ้นไปสู่ระดับ 31–32 บาทต่อลิตร และมีโอกาสแตะ 33 บาทต่อลิตร เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 60–70%
ขณะที่ ราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน เช่น แก๊สโซฮอล์ 95 มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นรุนแรงกว่า โดยอาจเพิ่มขึ้นได้ราว 20% หรือขยับไปอยู่ในระดับประมาณ 35–36 บาทต่อลิตร ในคราวเดียว เนื่องจากต้องแบกรับภาระการนำส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อช่วยอุดหนุนราคาดีเซลด้วย
ส่วนในมุมมองต่อเศรษฐกิจ ประเมินว่า การปรับขึ้นราคาพลังงานจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 1% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4–0.5% จากฐานเดิม แต่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อน่าจะไม่รุนแรงมาก เนื่องจากฐานเงินเฟ้อก่อนหน้าของไทยอยู่ในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ การอุปโภคบริโภคและอาหาร จะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการมีแนวโน้มอ่อนตัว และราคาหุ้นอาจเผชิญแรงกดดันในตลาด
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า คาดรัฐบาลมีแนวโน้มพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลต่อไป เนื่องจากหากปล่อยให้ราคาปรับขึ้นทันที อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างค่อนข้างรุนแรง ทั้งด้านต้นทุนธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน
อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องปรับราคาจริง คาดว่าจะไม่ใช่การปรับขึ้นแบบรุนแรงในครั้งเดียว แต่จะใช้วิธีทยอยปรับขึ้นแบบขั้นบันไดตามแนวทางที่เคยใช้ในอดีต เช่น จากระดับประมาณ 30 บาทต่อลิตร ปรับขึ้นเป็น 32 บาท ก่อนจะค่อย ๆ ขยับไปสู่ระดับ 35 บาทต่อลิตร
"การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งและการเดินทาง ซึ่งต้นทุนดังกล่าวมักถูก ส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ อาจทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และกดดันการบริโภคในภาพรวมของประเทศ"
อย่างไรก็ตาม มองว่าปัจจัยกดดันจากราคาน้ำมันและสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน น่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้นราว 4–6 สัปดาห์ หากสถานการณ์คลี่คลาย รวมถึงมีความชัดเจนจากมาตรการของภาครัฐ ตลาดทุนก็มีโอกาสทยอยฟื้นตัวได้
สำหรับกลุ่มที่ต้องจับตาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มขนส่ง เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินธุรกิจ กลุ่มค้าปลีกจากต้นทุนการขนส่งสินค้า รวมถึงราคาวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน
นอกจากนี้ในภาวะที่ตลาดหุ้นถูกกดดันจากความกังวลเรื่องสงครามและราคาพลังงาน แนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นที่ได้รับผลกระทบน้อย แต่ราคาปรับตัวลดลงตามตลาดโดยรวม ได้แก่ กลุ่ม ICT เช่น ADVANC และ TRUE เนื่องจากธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมัน แต่ราคาหุ้นถูกกดดันตามตลาดในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มค้าปลีกบางตัว เช่น CPALL ซึ่งยังมีแนวโน้มผลประกอบการและยอดขายที่แข็งแกร่ง กลุ่มหุ้นปันผล โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ เช่น KTB ที่มีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลสูงกว่าคาด และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ WHA และ AMATA





