แม้คนรุ่นใหม่ไทยจะเริ่มสนใจการลงทุนมากขึ้น แต่ตัวเลขที่ต้องยอมรับคือ ปัจจุบันมีเพียง 6% ของประชากรไทย เท่านั้นที่เปิดบัญชีหุ้น ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ อังกฤษ และญี่ปุ่น มีสัดส่วนนักลงทุนในตลาดทุน มากกว่า 50% ของประชากร ความแตกต่างนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องพฤติกรรมการเงิน แต่สะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ วัฒนธรรมทางการเงิน และระบบนิเวศการลงทุนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
วทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด (Liberator) ฉายภาพปัญหาและทางออกของตลาดทุนไทยในรายการ Money Club ไว้อย่างน่าสนใจ ว่า ปัญหาสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเด็นหลัก
1.การขาดการต่อยอดการออม : คนไทยออมเงินเก่งมาก มีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ถึง 75% หรือประมาณ 50 ล้านคน แต่เราถูกสอนให้ "ออม" เพียงอย่างเดียวโดยไม่ถูกสอนให้ "บริหารเงิน" หากเงินที่แช่ในบัญชีออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยไม่ถึง 1% ทำให้อำนาจการซื้อลดลงทุกวันจากเงินเฟ้อ เหมือนเราขาดทุนหรือเป็นหนี้ระยะยาวโดยไม่รู้ตัว
2.ความเชื่อและความกลัว: หลายคนมองว่าตลาดหุ้นน่ากลัว กลัวโดนหลอก หรือคิดว่าเป็นเรื่องของคนวงใน Insider ที่ต้องมีความรู้เยอะ ๆ ทำให้กลัวที่จะผิดพลาดตั้งแต่ก้าวแรก
3.กับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap): หลายคนมีรายได้แบบเดือนชนเดือน ทำให้รู้สึกไม่พร้อมที่จะแบ่งเงินมาลงทุน และกลัวความผิดพลาดจะกระทบการใช้ชีวิต ในขณะที่คนในประเทศพัฒนาแล้ว เขาไม่ได้กลัวตลาดผันผวน แต่เขากลัวเงินไม่โตมากกว่า
"แม้เราจะหยอดเงินลงกระปุกทุกวัน แต่มูลค่ามันลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ นั่นคือภัยร้ายที่กำลังรอเราอยู่ในวันข้างหน้ามากกว่า"
ทั้งนี้ ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น หลายคนอาจมองข้ามภัยเงียบที่เรียกว่า "เงินเฟ้อ" ซึ่งกำลังกัดกินอำนาจซื้อของเงินในกระเป๋าอย่างต่อเนื่อง การฝากเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป เพราะนั่นเท่ากับว่าเรากำลัง "ขาดทุน" ในเชิงมูลค่าโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลที่น่าตกใจระบุว่า ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกามีประชากร 300 กว่าล้านคน ส่วนนักลงทุนสูงถึง 60% ของประชากร แต่ประเทศไทยกลับมีเพียงแค่ 6% เท่านั้น
ขณะที่ความเหลื่อมล้ำและทางออกของชนชั้นกลาง สัดส่วนการลงทุนที่สูงในต่างประเทศส่งผลให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำลดลง และสร้างสังคมชนชั้นกลางที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจที่จะทำให้เคลื่อนไปข้างหน้าต่อไปได้ ทำให้เกิดความมั่นคงและแข็งแรง
สำหรับคนไทยที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานในช่วงอายุ 20 ปี หากมีวินัยในการลงทุนเพียงเดือนละ 1,000 บาท หรือ DCA ไปเรื่อย ๆ ผ่านเครื่องมืออย่าง ETF ในดัชนีต่างประเทศ เช่น NASDAQ หรือ S&P 500 ในช่วงเวลา 30-35 ปี พลังของ "ดอกเบี้ยทบต้น" สามารถเปลี่ยนเงินต้นเพียงไม่กี่แสนบาทให้กลายเป็นเงินล้านได้ โดยมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นถึง 50-60 เท่า ทำให้ชีวืตหลังเกษียณได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง
ขณะเดียวกัน หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยไทยไม่กล้าก้าวเข้าสู่ตลาด คือ "กำแพงของระบบ" และ "ค่าธรรมเนียม" สำหรับนักลงทุนรายใหญ่อาจมองว่าค่าธรรมเนียมเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับรายย่อยที่เริ่มด้วยเงินหลักพัน ค่าธรรมเนียมถือเป็น "ศัตรูเงียบ" ที่ลดทอนโอกาสในการเติบโต Liberator จึงมุ่งเน้นการสร้างแพลตฟอร์มที่เป็นธรรมด้วยค่าธรรมเนียมที่เท่าเทียม เพื่อให้ "คนตัวเล็ก" สามารถแข่งขันในเกมระยะยาวได้ และสามารถเข้าถึงโลกของการลงทุนได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ในเบื้องต้นปฎิเสธไม่ได้ว่า เรายังคงต้องหาความรู้พื้นฐานเรื่องการลงทุนที่จำเป็นเพราะไม่มีใครเก่งตั้งแต่วันแรก ให้เริ่มจากการลงทุนน้อย ๆ ก่อน แต่เมื่อมั่นใจแล้วค่อยลงทุนในก้อนใหญ่ ซึ่งปัจจุบันรูปแบบการลงทุนมีหลากหลาย ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของกองทุน หรือพันธบัตรทั้งของรัฐบาล และภาคเอกชน รวมถึงการลงทุนทองคำที่ออลทามไฮปีที่แล้วขึ้นมา 65% และปีนี้คาดว่ายังสามารถไปได้ต่อ ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างออกมาชี้ว่า แนวโน้มน่าจะยังไปต่ออีกแน่นอนในปีนี้ เป็นต้น ซึ่งการจะเห็นว่าการลงทุนมีหลากรายรูปแบบอย่างที่ยกตัวอย่างมา
แต่ทว่าสิ่งสำคัญคือ ต้องกล้าที่จะลงทุน และหมั่นศึกษาหาความรู้ อย่าง Liberator เตรียมที่จะมีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในฐานะ "Co-pilot" เพื่อช่วยรวบรวมข้อมูลข่าวสารและเสริมศักยภาพในการตัดสินใจให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีคอร์สออนไลน์กว่า 60 คลาส ที่นักลงทุนหน้าใหม่สามารถเรียนรู้และเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดโลกได้กว้างขวางขึ้น โดยมีแผนขยายตลาดจากไทยและอเมริกา ไปสู่ 21 ประเทศทั่วโลก เช่น ฮ่องกง จีน เวียดนาม เกาหลี และยุโรป ภายในปีนี้
นอกจากนี้ยังมีกองุทน ETF ไว้รองรับนักลงทุนด้วย และ Liberator ยังมีค่าธรรมเนียมที่ถูกมาก เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนได้อย่างเท่าเทียม เนื่องจากมองว่า ค่าธรรมเนียมไม่ควรเป็นเครื่องตัดสิน หรือเป็นเครื่องจำกัดสิทธิ์และโอกาสทางอนาคต
ล่าสุด Liberator รับรางวัลอันทรงเกียรติ “Best Stock Broker in Asia 2025” จาก Tradingview ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งรางวัลที่ภูมิใจมาก ต้องถือเป็นแพลตฟอร์มของคนไทยและสัญชาติไทยอย่างแท้จริง แต่ว่าเราสามารถได้รับรางวัลจาก Tradingview ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรระดับนานาชาติ ซึ่งต้องขอขอบคุณทางผู้ใช้งาน หรือว่าลูกค้าของ Liberator ทุกๆ คน ที่โหวตให้กับทาง Liberator ผ่านแพลตฟอร์ม Tradingview รวมถึงการใช้งานล็อกอินของแพลตฟอร์ม Tradingview อย่างต่อเนื่อง ทำให้ Liberator สามารถคว้ารางวัลมาได้
นอกจากนี้ ยังให้มุมมองคนรุ่นใหม่ว่า อย่ากลัวการลงทุนเพราะคือ ทักษะหนึ่งของชีวิต การที่เราทำงานเพื่อเราไม่ได้จะให้การเงินมาเป็นโซ่ตรวนในชีวิต แต่เราต้องใช้การลงทุนให้เงินทำงานเพื่อที่จะใช้เป็นตัวเครื่องปลดล็อกศักยภาพให้เราสามารถที่จะออกไปใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเต็มที่
วิกฤตเชิงโครงสร้างฉุดไทยถอยหลัง รัฐบาลใหม่ต้องกล้าผ่าตัดใหญ่
สำหรับวิกฤตโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่ที่ต้องผ่าตัด เมื่อมองกลับมาที่ตลาดทุนไทย แม้ดัชนี SET ดูน่าท้อแท้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สำหรับนักลงทุนไทย แต่ทว่าหุ้นไทยยังมีเสน่ห์ในด้านการจ่ายเงินปันผลที่สูงถึง 6% ขึ้นไปในหลายบริษัท
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยคือ "ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว" และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่หวังให้มีเสถียรภาพ ไม่ใช่การเมืองแบบในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ที่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปถึง 3 คน ซึ่งไม่ได้ทำลายแค่นักลงทุนในประเทศ แต่ทว่ายังทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติด้วย และการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ เพราะว่าไม่รู้ว่ารัฐบาลจะอยู่ได้นานแค่ไหน จึงจำเป็นต้องรีบที่จะทำนโยบายแบบว่า quick win ที่สุกเอาเผากินอย่างเดียว
ดังนั้นการจะเข้าไปแก้ไขอย่างจริงจังที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคงจะไม่เกิดขึ้น หรือเรียกว่า เป็นดาบสองคม ดังนั้นถ้าอยากเห็นเศรษฐกิจประเทศไทยเดินต่อไปในอนาคตข้างหน้าได้ สามารถแข่งขันทัดเทียมกับประเทศอื่นได้ โดยเฉพาะประเทศเวียดนามที่โตแซงไทยไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นคนที่จะมาเป็นรัฐบาล หรือจะมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ต้องลงมือจริงจัง และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง
โครงสร้างเศรษฐกิจต้นตอของปัญหานโยบายที่จะแก้ไขมากที่สุด
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องการแก้ไขในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง "ทุจริตคอร์รัปชัน" ได้กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักบนเวทีดีเบต และถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในแทบทุกสำนักสื่อ สะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวของประชาชนต่อปัญหาทุจริตที่เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยมองว่า หากประเทศไทยสามารถเริ่มต้นแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างจริงจัง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ
ทั้งนี้ แนวทางหนึ่งที่สามารถทำได้ทันที คือ การลดการใช้ “ดุลพินิจ” ของเจ้าหน้าที่รัฐในการอนุมัติใบอนุญาตต่าง ๆ ให้เหลือน้อยที่สุด ลดขั้นตอนที่เปิดช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ รัฐควรทำหน้าที่เป็น “Facilitator” หรือผู้อำนวยความสะดวก มากกว่าการเป็นผู้กลั่นกรอง จับผิด หรือขัดขวางการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน เพราะบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตรต่อการลงทุน ย่อมทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจ
ตัวอย่างกรณีที่ Elon Musk เคยกล่าวบนเวทีระดับโลกถึงเหตุผลที่ Tesla ไม่เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต โดยมีการอ้างถึงปัญหาการเรียกรับสินบนหรือคอร์รัปชันในการติดต่อประสานงาน ซึ่งหากคำกล่าวนี้เป็นจริง ย่อมสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นกับนักลงทุนรายเดียว แต่อาจมีบริษัทขนาดใหญ่อีกจำนวนมากที่เผชิญประสบการณ์คล้ายกัน และตัดสินใจย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น นั่นหมายถึงประเทศไทยกำลังปล่อยให้โอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย
โอกาสการลงทุนในต่างประเทศ ตลาดที่ไม่สามารถมองข้ามได้
ตลาดแรกคือตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะดัชนี NASDAQ และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เริ่มมีคำถามและความกังวลเป็นระยะว่าอาจเกิดภาวะ “AI Bubble” หรือฟองสบู่จากหุ้นปัญญาประดิษฐ์ นักลงทุนจึงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ปัจจุบันหุ้นเทคโนโลยีไม่ได้ปรับขึ้นพร้อมกันทั้งกระดานเหมือนในช่วงก่อนหน้า ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบางอย่าง แต่ในอีกมุมหนึ่ง หลายฝ่ายยังเชื่อมั่นในพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ และมองว่ายังมีศักยภาพเติบโตต่อไปได้
ตลาดที่สองคือ “ทองคำ” ซึ่งยังคงมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง และนักลงทุนแต่ละคนมีสไตล์แตกต่างกัน บางคนเป็นสายวีไอ (Value Investor) อาจไม่สนใจทองคำเลย ขณะที่บางคนอาจเน้นการกระจายความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์หลากหลายประเภท ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการรู้จักตนเองว่าเป็นนักลงทุนประเภทใด ใช้เงินเย็นหรือเงินร้อน และมีเป้าหมายการลงทุนแบบใด ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ไม่ควรกู้เงินมาลงทุน เพราะความผันผวนของตลาดอาจสร้างภาระที่เกินรับไหว
ทั้งหมดตอกย้ำว่า การลงทุนไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเริ่มต้นด้วยความรู้ ความเข้าใจ และมีวินัย พร้อมตระหนักเสมอว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” และควรเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่รับได้ Liberator มุ่งทำลายกำแพงการเข้าถึงการลงทุนของคนไทย เพราะการออมเพียงอย่างเดียวในยุคเงินเฟ้ออาจทำให้อำนาจซื้อค่อย ๆ ลดลง พร้อมสนับสนุนความรู้ผ่านคอร์สกว่า 60 คลาส ทั้งออนไลน์และออนกราวด์ตลอดปีนี้ รวมถึงเตรียมพัฒนาเครื่องมือ AI ช่วยวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุน และมีแผนขยายไปกว่า 21 ตลาดโลกในอนาคต
ปัจจุบัน Liberator จัดโปรโมชั่น “เทรดฟรี 3 ล้านบาท ภายใน 3 เดือน” ครอบคลุมทุกตลาดรวมถึง TFEX เปิดโอกาสทั้งนักลงทุนรายเดิมและหน้าใหม่ลดต้นทุนการลงทุน





