“CGSI” คาด “ธนาคารพาณิชย์” ตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่ม 0.2-0.3% จากความขัดแย้งตะวันออกกลางทำราคาน้ำมันพุ่งสูง กระทบกำไรสุทธิปี 2569 ร่วง 2.6-3.9% ด้านผลกระทบการเติบโตสินเชื่อยังจำกัด จากเน้นปล่อยสินเชื่อในประเทศเป็นหลัก คงคำแนะนำ “ถือ” หลังมองให้ปันผลสูงที่ 6%
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์หลังการประเมินฉากทัศน์ความเป็นไปได้ เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์อาจตั้งสำรองพิเศษผลขาดทุนทางด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพื่อสะท้อนความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าอัตราการสำรองหนี้สูญที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 0.1% จะทำให้กำไรสุทธิปี 2569 ของธนาคารทั้ง 8 แห่งนี้ลดลงได้ราว 1.3%
ทั้งนี้ ประเมินว่าในปี 2569 ธนาคารไทยจะมีอัตราการสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น 0.2-0.3% ดังนั้นประมาณการกำไรสุทธิรวมจึงน่าจะลดลงราว 2.6-3.9% โดยธนาคารมีอัตราส่วนการตั้งสำรองต่อหนี้ NPL อยู่ที่ 202% ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2568
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ได้วิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มธนาคารช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในปี 2546, ปี 2562 และปี 2566 พบว่า ธนาคารของไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนักทั้งด้านการขยายตัวของสินเชื่อรวม, การเติบโตของกำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP), อัตราการสำรองหนี้สูญ และ ROE ในช่วงเวลาเหล่านั้น
จึงเชื่อว่าแม้ราคาน้ำมันจะสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเป็นเวลา 6 เดือน ผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของสินเชื่อและกำไรของธนาคารพาณิชย์ของไทยน่าจะมีเพียงเล็กน้อย เนื่องจากธนาคารไทยเน้นทำธุรกิจสินเชื่อและธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ โดยเน้นภายในประเทศเป็นหลัก รวมทั้งมีพอร์ตสินเชื่อที่กระจายความเสี่ยงไปยังธุรกิจต่าง ๆ ในหลายอุตสาหกรรม
ขณะที่ในกลุ่มธนาคารที่ฝ่ายวิเคราะห์ทำการศึกษารวม 8 แห่ง พบว่า BBL มีสัดส่วนสินเชื่อในต่างประเทศสูงที่สุดราว 23% ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2568 อย่างไรก็ตาม สินเชื่อส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย, จีน และไต้หวัน ส่วนธนาคารอื่นมีสัดส่วนสินเชื่อในต่างประเทศน้อยกว่ามากหรือเพียง 3-5% ของยอดสินเชื่อรวม
ดังนั้นจึงมองว่า หากความขัดแย้งคลี่คลายภายในหนึ่งเดือน กลุ่มธนาคารของไทยจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และอาจได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวนสูง เนื่องจากลูกค้าธุรกิจน่าจะต้องการใช้บริการป้องกันความเสี่ยงของสถานบันการเงินมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตได้แข็งแกร่งในปีนี้
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน "ถือ" หรือ Neutral ในกลุ่มธนาคารไทย แม้มองว่ากำไรสุทธิจะเติบโตต่ำในปี 2569-2570 แต่จะชดเชยด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.9%
ปัจจุบันธนาคารไทยซื้อขายที่ P/BV ล่วงหน้า 12 เดือน 0.75 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีในอดีตที่ 0.66 เท่า ขณะที่เลือก SCB และ KTB เป็นหุ้น Top pick เพราะคาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5.2-8.2% ต่อปีในปี 2569-2571
โดยกลุ่มธนาคารอาจมีความเสี่ยงเชิงลบหาก NPL เพิ่มสูงขึ้น และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม
ส่วนเชิงบวกจะมาจากการที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในไทยมากขึ้นช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมทั้งนโยบายประชานิยมของรัฐบาลใหม่ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาบริหารประเทศในเดือน พ.ค.- มิ.ย. ปีนี้





