วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

"TISCO" ปรับทัพรุกสินเชื่อรถอีวี หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง สะเทือนความสามารถลูกค้า ‘ชำระหนี้’

"TISCO" ปรับทัพรุกสินเชื่อรถอีวี หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง สะเทือนความสามารถลูกค้า ‘ชำระหนี้’

“ทิสโก้” ปรับทัพใหม่เพิ่มสัดส่วน “เช่าซื้อรถยนต์” เป็น “อีวี” มากขึ้นหวัง “ลดความเสี่ยง” จากราคาน้ำมันพุ่ง สะเทือนความสามารถชำระคืนหนี้ พร้อมเปิดกลยุทธ์ปี 69 ตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อในระดับ 0-5% จากฐานปี 68 ที่ 2.3 แสนล้านบาทจากสินเชื่อเช่าซื้อ บริหารความเสี่ยงรัดกุม ติดตามหนี้เก่าใกล้ชิด

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมปรับสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อยานพาหนะมาเป็น “สินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า” หรือ EV มากขึ้นที่ 30% จากเดิม 20% เพื่อลดผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์จากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มลูกหนี้ผู้ใช้รถยนต์สันดาป

โดยประเมินสถานการณ์เบื้องต้นหากราคาน้ำมันต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ธนาคารยังสามารถรับมือได้ แต่หากเพิ่มขึ้นในระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจส่งผลต่อกลุ่มผู้ใช้รถยนต์เผาไหม้ภายใน (ICE) ต้องรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์ด้วย ธนาคารจึงความจำเป็นต้องปรับสัดส่วนสินเชื่อให้มีความเหมาะสม มีการติดตามหนี้เก่า และเพิ่มความเข้มงวดรัดกุมมากขึ้น

ทิสโก้เริ่มขยายตลาดสู่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ EV มากขึ้นตั้งแต่ปี 2568 จากดีมานด์รถยนต์ไฟฟ้าจีนในไทยเพิ่มสูงขึ้น ผ่านการเข้าไปเป็นพาร์เนอร์กับผู้จัดจำหน่ายเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและประกันภัยรถยนต์ หรือ F&I 

แม้การปล่อยสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้าจะมีข้อดีในด้านความสามารถในการจ่ายคืนหนี้ของลูกหนี้เนื่องจากไม่มีความเสี่ยงราคาน้ำมัน แต่ธนาคารยังต้องประเมินความเสี่ยงด้านราคาจากการขายต่อรถยนต์มือสองในตลาดรถยนต์ว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ โดยจะมีการทำประมาณการโดยละเอียดเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับกลยุทธ์ในปี 2569 ตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อในระดับ 0-5% จากฐานปี 2568 ที่ 235,779 ล้านบาท โดยเน้นไปที่สินเชื่อเช่าซื้อยานพาหนะเป็นหลักซึ่งควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่าสินเชื่อประเภทอื่น รวมถึงเน้นทำรายได้จากการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนรวม 

สำหรับสินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี ยังคาดว่าจะเติบโตได้จำกัด โดยจะเร่งสรรหาบริษัทใหม่เข้าทดแทนบริษัทที่ได้ชำระคืนหนี้ครบถ้วนแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งในกลุ่มธุรกิจพลังงานและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทิสโก้มีความชำนาญ

อย่างไรก็ตาม ยังคาดธุรกิจจะเผชิญความท้าทายเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังคาดการณ์จีดีพีปี 2569 มีแนวโน้มต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ สร้างความเปราะบางและเพิ่มความเสี่ยงให้กลุ่มธุรกิจการเงินมากขึ้น

ต่ทิสโก้ยังมองว่ามาตรการช่วยเหลือภาครัฐ เช่น SME credit boost รวมถึงการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บ้าง

“มองว่าสินเชื่อเช่าซื้อยานพาหนะจะยังเติบโตได้ในปีนี้ จากการขยายความร่วมมือกับดีลเลอร์หลายเจ้าเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มลูกหนี้ระดับกลางและกลางล่าง โดยเฉพาะสินเชื่อรถจักรยานยนต์ เนื่องจากมองลูกหนี้กลุ่มนี้ยังมีดีมานด์ของสินเชื่อในระดับสูง”

ขณะที่ในส่วนของสินเชื่อจำนำทะเบียนคาดว่ายังเติบโตได้แม้ไม่โดดเด่น จากปีที่ผ่านมาหนี้เสียของสินเชื่อกลุ่มนี้อยู่ในระดับสูงที่ 5% หากเทียบในอุตสาหกรรมเดียวกัน เนื่องจากเศรษฐกิจมีความเปราะบางมากขึ้น โดยมีอัตราการอนุมัติสินเชื่อลดลงกว่าครึ่งโดยในปี 2569 นี้ ตั้งเป้าลดสัดส่วนหนี้เสียลงมาที่ 3-4% ผ่านการปล่อยสินเชื่อรัดกุมเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น

ทิสโก้ ยังไม่มีแผนการขยายสาขาเพิ่มเติมในปีนี้ แต่จะเป็นการเน้นปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของสาขาต่าง ๆ ให้มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เช่นในเมืองหลักอาจมีการเพิ่มรูปแบบการบริหารและวางแผนทางการเงินจากเดิมเน้นเพียงให้บริการเงินฝาก และในส่วนของเมืองรองอาจมีการปรับลดธนาคารแบบเต็มรูปแบบเป็นศูนย์อำนวยสินเชื่อเพียงอย่างเดียว

ขณะที่กำไรสุทธิปี 2568 ของ ทิสโก้อยู่ที่ 6,65ล้านบาท ลดลง 3.5% จากปีก่อนเนื่องจากมีการตั้งสำรอง (ECL) เพิ่มขึ้นเข้าสู่ระดับปกติหลังลดลงในช่วงก่อนหน้านี้ แต่หากดูกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรอง (PPOP) ยังเติบโต 6.7% จากปีก่อนที่ 10,642 ล้านบาท จากการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน รายได้จากดอกเบี้ยลดลง 0.5% จากปีก่อนจากการเข้าร่วมโครงการคุณสู้เราช่วย ซึ่งเป็นการลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้เป็นระยะเวลา 3 ปี และการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่วนรายได้ไม่ใช่ดอกเบี้ยเติบโต 8.8% จากยอดขายตลาดรถยนต์ฟื้นตัว รวมถึงธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มีผลตอบแทนแข็งแกร่งจากการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งปัจจุบันทิสโก้มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง