“การบินไทย” จ่อปรับราคาค่าตั๋วโดยสารเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% สะท้อน “ต้นทุนราคาน้ำมัน” ปรับตัวสูงขึ้น-บินอ้อมไกลขึ้น จากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนใน “ตะวันออกกลาง” พร้อมตั้งเป้าปี 69 ปริมาณผู้โดยสารขยายตัว 5-6% รับอานิสงส์จำนวนเครื่องบินใหม่ทยอยเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็น 102 ลำ จากปีก่อนที่ 80 ลำ และปรับปรุงประสิทธิภาพการบินทันสมัย หลัง “กำไรสุทธิ” ปี 68 โดดเด่น
นางเฉิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการบัญชี บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลต่อ “ราคาน้ำมัน” เพิ่มสูงขึ้นนั้น บริษัทมีแผนปรับขึ้นราคาค่าตั๋วโดยสารขึ้นอีก 10-15%
โดยจะเป็นการปรับเพิ่มในส่วนของ “ค่าธรรมเนียมน้ำมัน” (Fuel Surcharge) ซึ่งรวมไว้ในราคาตั๋วแล้ว และหากสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นอาจมีการเจรจากับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. เพื่อขยายเพดานค่าธรรมเนียมน้ำมันเพิ่มเติมเป็นลำดับต่อไป
ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามชนิดของตั๋วโดยสาร ซึ่งมีด้วยกันหลายราคา โดยมองว่าผลกระทบจากเหตุการณ์ยังจำกัด
แม้การปิดท่าอากาศยาน (สนามบิน) ในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เครื่องบินต้องบินอ้อมไกลขึ้น แต่มองว่าบริษัทยังไม่ได้มีผลกระทบมากนัก เพราะได้ดำเนินการการเปลี่ยนเส้นทางการบินมาสักพักก่อนหน้านี้แล้ว
“ยืนยันหลังเกิดเหตุการณ์ตะวันออกกลาง บริษัทยังไม่มีการยกเลิกไฟล์ทบิน แต่อาจมีบางเส้นทางบินที่ต้องบินอ้อมประเทศอิหร่านมากขึ้น โดยบริษัทได้ปรับเส้นทางการบินมาได้ระยะหนึ่งแล้ว”
ขณะที่ ในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังไม่พบว่ายอดการจองตั๋วโดยสารลดลงแต่อย่างใด ผู้โดยสารจากยุโรปยังคงอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin factor) ในระดับ 80-90% รวมถึง “การปิดฮับการบินในแถบตะวันออกกลาง” ทำให้ผู้โดยสารย้ายมาบินตรงกับการบินไทยมากขึ้น เป็นผลบวกต่อสายการบิน โดยจะมีการจับตาดูยอดการจองตั๋วล่วงหน้าในไตรมาส 2และไตรมาส 3 อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินกลยุทธ์ต่อไป
ด้านเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของ การบินไทยในปี 2569 ซึ่งเป็นการประเมินก่อนเกิดเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คือ การเพิ่มปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) อีก 5-6% จากปีก่อน และอัตรากำไรจากการดำเนินงาน หรือมาร์จินเพิ่มขึ้นในระดับ10% กลาง ๆ
โดยจะมีการปรับฝูงบินให้ทันสมัย และเพิ่มประสิทธิภาพการบิน ซึ่งคาดว่าจะลดการใช้เชื้อเพลิงได้ประมาณ 15-20% รวมถึงหันมาใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) มากขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
สำหรับอัตราผลตอบแทน (Yield) ตั้งเป้าคงไว้อยู่ในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา ส่วนอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ตั้งเป้าเพิ่มขึ้นที่ระดับ 78-80% จากปีก่อนที่ 79.2%
นอกจากนี้ มีการเพิ่มเครื่องบินเข้ามาอีก 22 ลำ แบ่งเป็น Boeing 787-9 ที่เช่าจากโรงงานโดยตรง 4 ลำ, Boeing 787s เช่าจากผู้ให้เช่า10 ลำ, และ A321 NEO ซึ่งเป็นเครื่องบินลำตัวแคบอีก 14 ลำ รวมเป็น 102 ลำ จากปีก่อน 80 ลำ
การบินไทย มีแผนขยายจำนวนเครื่องบินอย่างต่อเนื่องเป็น 112 ลำในปี 2570 และ 129 ลำในปี 2571 โดยยังคงสัดส่วนเครื่องบินลำตัวกว้างต่อลำตัวแคบที่ 2 ต่อ 1 เพื่อให้ผู้โดยสารจากต่างประเทศสามารถเปลี่ยนเครื่องเดินทางต่อในประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ
นอกจากนี้ การบินไทยตั้งเป้าหมาย กลับไปบินในเส้นทางการบินที่เคยบิน รวมถึงเพิ่มเติมเส้นทางการบินอื่น ๆ เข้ามาเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด หลังก่อนหน้านี้มีเครื่องบินไม่เพียงพอโดยในไตรมาส 2 ปี 2569
โดยจะเปิดเส้นทางการบินใหม่ในเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ และฉางชา ประเทศจีน ไตรมาส 3 ออกแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ รวมถึงซีเหมิน ฉงชิ่ง และซีเฉิน ในประเทศจีน และไตรมาส 4 ไปยังเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม
ขณะที่ ผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา การบินไทยมีกำไรสุทธิ 30,910 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 215% จากปีก่อน จากการรับรู้กำไรพิเศษหลังสิ้นสุดสัญญาเช่าเครื่องบินซึ่งบริษัทเปลี่ยนมาเป็นการซื้อขาด และมีการการเรียกคืนเงินประกันเครื่องบินจอดรอการซ่อม 4,230 ล้านบาท
สำหรับสัดส่วนรายได้หลักของการบินไทยยังมาจากผู้โดยสารประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นกว่า 15% ของรายได้ทั้งหมด รองลงมาเป็นผู้โดยสารออสเตรเลียที่ราว 9.8% ด้านผู้โดยสารในประเทศอยู่ที่ราว 4.9% ถึงแม้จะเป็นสัดส่วนที่น้อยแต่มีอัตราผลตอบแทนระดับสูงที่สุด
ในปีที่ผ่านมา THAI มีเครื่องบินเพิ่มเข้ามาใหม่จำนวน 3 ลำ ได้แก่ A333-300, B787-9 และ A321 NEO รวมสิ้นปี 2568 จำนวน 80 ลำ





