ข้อมูลระดับข้ามชาติเชื่อมโยง “ทุนเทา” ถึงตลาดหุ้นไทย กลายเป็นเครื่องยืนยันว่ากลุ่มทุนเหล่านี้กระจายการลงทุนหุ้นขนาดกลางและขนาดใหญ่ด้วยมูลค่ามหาศาล
จากการเข้าจับ กุมตัวและอายัดบัญชีและทรัพย์สิน 2 กรรมการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ได้รับอนุญาตในสิงคโปร์ Capital Asia Investments หรือ CAI โดยกองกำลังตำรวจสิงคโปร์ (SPF) ร่วมกับธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ด้วยมูลค่ากว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือคิดเป็นเงินไทยสูงถึงกว่า 4,000 ล้านบาท
เกิดเอฟเฟคก่อนข่าวจะปรากฎในตลาดหุ้นไทยไปที่หุ้น BCPG เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569 ในช่วงท้ายก่อนปิดตลาดหุ้นมีการเทขายหุ้นหนักออกมาด้วยออร์เดอร์ประมาณ 30 ล้านหุ้น กดราคาหุ้นติดลบ 26 % ปิดที่ 5.30 บาท
พร้อมความเชื่อมโยงไปยัง CAI เข้ามาถือหุ้นช่วง 2568 ขึ้นเป็นอันดับ 2 รองจาก BCP ในสัดส่วน 168 ล้านหุ้นหรือ 5.21 % ก่อนจะลดสัดส่วนหลังปิดทะเบียนผู้ถือหุ้น 5 มี.ค. 2569 เหลือ 21 ล้านหุ้น หรือ 0.71 %
การเข้ามา ลงทุน CAI เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตจากการถือหุ้น BCP ในฐานะบริษัทแม่ ช่วงปี 2567 ถึง 10% หรือ 137 ล้านหุ้น และบ้างช่วงขึ้นไปถึง 20 % จากนั้นต้นปี 2568 (มี.ค.-เม.ย.) ได้ทำรายการขายหุ้น บิ๊กล็อต (Big Lot) หรือเหลือประมาณ 4.86% ให้กับ “อัลฟ่า ชาร์เตอร์เอนเนอร์จี” ขึ้นมามีสัดส่วนถือหุ้น BCP จำนวน 161 ล้านหุ้น หรือ 11.69 %
ความเชื่อมโยง “ทุนเทา” กลุ่ม “แก๊งสแกมเมอร์” หรือ “ฟอกเงิน” กับ BCP ผ่านผู้ถือหุ้นมีความชัดเจน หลังปปง. ดำเนินการฟ้องและศาลแพ่งสั่งยึด-อายัดทรัพย์สินเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ
นำโดย "เบนสมิธ -ยิม เลียก -เฉิน จื้อ และก๊ก อาน" พรรคพวก 42 ราย รวมมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท หลังจากพบหลักฐานเกี่ยวพันการฉ้อโกงประชาชนและฟอกเงินระดับโลก ซึ่งหนึ่งในสินทรัพย์คือ การถือครองหุ้น BCP มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท (มูลค่า ณ 28 พ.ย. 68 )
และไม่เพียงแค่หุ้น BCP - BCPG ที่มีผู้ถือหุ้นน่าสงสัยโยงกลุ่ม “ทุนเทา” จากการตรวจสอบหุ้นอื่นในตลาดหุ้นไทยปรากฎ CAI ยังมีสัดส่วนการถือหุ้นอื่น อาทิ หุ้น VGI จากการปิดสมุดทะเบียนหุ้น 30 ก.ค. 2568 มีผู้ถือหุ้นอันดับ 2 . CAI OPTIMUM FUND VCC - EDH INVESTMENTS ซึ่งเป็นกองทุนภายใต้การบริหารจัดการของ CAI จากประเทศสิงคโปร์ จำนวน 2,900 ล้านหุ้น หรือ 14.50 %
หุ้น FSX จากการปิดสมุดทะเบียนหุ้น 29 ก.ค. 2568 ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 โดย CAI จำนวน 197 ล้านหุ้น หรือ 24.14 % และ หุ้น GTV จากการปิดสมุดทะเบียนหุ้น 27 มี.ค. 2568 ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 โดย CAI จำนวน 1,083 ล้านหุ้น หรือ 8.25 %
เมื่อรวมกับการปฎิบัติการหน่วยงานรัฐของสิงคโปร์ต่อ CAI ทำให้เริ่มมองว่ามีความเชื่อมโยงและกลุ่มเดียวกันหรือไม่ ? และการดำเนินการหน่วยงานกำกับตลาดทุนอย่าง "สำนักงาน ก.ล.ต." ต่อรายการซื้อขายหุ้นในไทยในช่วงที่มีการจับกุมของ “ทุนเทา” ยังไม่มีปฎิบัติการให้เห็นว่าสามารถระงับหรือชะลอการส่งมอบและโอนหุ้นหรือตามสืบทรัพย์ได้เลย





