วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

ปมCAIถูกจับสอบ "ฟอกเงิน" สะเทือนBCPGดิ่ง ก่อนดีดกลับหลังเคลียร์ถือแค่ 0.71%

ปมCAIถูกจับสอบ "ฟอกเงิน" สะเทือนBCPGดิ่ง ก่อนดีดกลับหลังเคลียร์ถือแค่ 0.71%

"CAI" กองทุนสัญชาติสิงคโปร์ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในตลาดหุ้นไทย ถูกทางการสิงคโปร์บุกจับสอบสวนปม "ฟอกเงิน" สะเทือนถึงตลาดหุ้นไทย "BCPG" วูบ 25% ก่อนรีบาวด์หลังเคลียร์ขายหุ้นออกเกือบหมด 0.71% ยันยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล

หากเอ่ยถึงการลงทุนของ “บริษัทจัดการกองทุน Capital Asia Investments” (CAI) ในประเทศไทย กองทุนดังกล่าวถือเป็นหนึ่งใน “นักลงทุนรายใหญ่” ใน “ตลาดหุ้นไทย” 

โดย “กองทุน CAI” เป็นที่รู้จักในแวดวงตลาดทุนไทยอย่างแพร่หลาย นับตั้งแต่การเข้ามาถือหุ้นบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP สัดส่วน 11% ก่อนจะขายหุ้น BCP ออกให้กับบริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัดเมื่อวันที่ 31 มี.ค.2568 ผ่านกระดานรายใหญ่ (Big Lot) จนไม่เหลือการถือหุ้นใน BCP แล้ว

แต่ล่าสุดกลายเป็นข่าวใหญ่ในแวดวง “ตลาดทุน” เมื่อสื่อต่างประเทศ รายงานว่า ตำรวจสิงคโปร์และธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) เข้าตรวจค้นบริษัทจัดการกองทุน CAI และจับกุมกรรมการ 2 คน หลังสงสัยเกี่ยวข้องกับ “เครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ” 

โดยทางการยึดทรัพย์จากบัญชีธนาคารและบัญชีหลักทรัพย์มูลค่ากว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (124 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และพบข้อบกพร่องร้ายแรงในระบบ AML/internal control ของบริษัท

ดังนั้น แม้คดีจะเกิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์ แต่ผลกระทบสั่นสะเทือนมาถึงตลาดหุ้นไทย เนื่องจากการตรวจสอบข้อมูลผ่านของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่า “กองทุน CAI” ติดอันดับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 3 บริษัท และหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบทันที คงต้องยกให้ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG 

ราคาหุ้น BCPG ปรับตัวลงลงแรงเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ที่ผ่านมา อยู่ที่ 5.30 บาท ลดลง 25.35% หรือ 1.80 บาท จากราคาเปิดช่วงเช้าที่ 6.80 บาท สาเหตุหลักมาจากความตื่นตระหนกของนักลงทุน หลังจากมีรายงานว่า ทางการสิงคโปร์ได้เข้าตรวจสอบและอายัดทรัพย์สินของ CAI ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุน มูลค่ากว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือคิดเป็นกว่า 4,000 ล้านบาท

 

เนื่องจากข้อมูลรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 11 กันยายน 2568 ระบุว่า CAI เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของ BCPG โดยถือครองหุ้นจำนวน 168,437,500 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 5.62%

แต่ทว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2569 ราคาหุ้น BCPG ได้ฟื้นตัวอย่าง “โดดเด่น” โดยปิดช่วงเช้าเพิ่มขึ้นถึง 26.42% มาอยู่ที่ 6.70 บาท ปัจจัยสำคัญที่ช่วยคลายความกังวลคือ การตรวจสอบข้อมูลรายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุด (Record Date ณ วันที่ 5 มี.ค. 2569) ซึ่งพบว่า CAI ได้ทยอยขายหุ้น BCPG ออกไปเกือบทั้งหมดก่อนหน้านี้แล้ว

สะท้อนผ่านปัจจุบัน CAI เหลือหุ้นเพียง 21,237,500 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.71% และลดอันดับลงมาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับที่ 7 ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าความเกี่ยวโยงระหว่าง BCPG กับกองทุนที่มีปัญหาในสิงคโปร์นั้นลดลงอย่างนัยสำคัญ และผลกระทบจากการถูกอายัดทรัพย์สินของ CAI จะไม่ส่งผลต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลักของ BCPG อย่างที่ตลาดกังวลในตอนแรก

ขณะที่ “รวี บุญสินสุข” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCPG ออกมาชี้แจงผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าการลดลงของราคาหุ้น BCPG ในวันที่ 9 มี.ค. 2569 ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทแต่อย่างใด 

เสถียรภาพในการดำเนินงาน การบริหารจัดการและโครงการต่าง ๆ ยังคงดำเนินไปตามปกติอย่างต่อเนื่อง พันธกิจด้านพลังงานสะอาด บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนในพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแห่งอนาคต เพื่อมุ่งสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืน

รวมทั้ง บริษัทยืนยันการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล การกำกับดูแลกิจการที่ดีและมาตรฐานความโปร่งใสในทุกขั้นตอน

ด้าน “เอนก อยู่ยืน” รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกมาเปิดเผยว่า ในกรณีดังกล่าว ไม่ปรากฏว่า MAS เคยมีการประสานงานขอข้อมูลของ CAI จาก ก.ล.ต. แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ก.ล.ต. พร้อมให้ความร่วมมือและช่วยเหลือหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินต่างประเทศอย่างเต็มที่