นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า หากสงครามตะวันออกกลางกลายเป็นเหตุการณ์ “Black Swan” ที่ยืดเยื้อลากยาว จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา มีการเตรียมพร้อมของคณะกรรมการ (บอร์ด) ตลท. เพื่อประชุมและออกมาตรการพิเศษเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น โดยยังคงอ้างอิงโมเดลความสำเร็จจากตลาดต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ มาเป็นแนวทาง แต่ ณ ปัจจุบันยังเมั่นใจว่าสถานการณ์ครั้งนี้ยังไม่รุนแรงเท่ากับช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ในการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทางตลท. ได้ชี้แจงถึงเครื่องมือและกลไกการกำกับดูแลการซื้อขาย ซึ่งพบว่ามาตรการของไทยมีมาตรฐานระดับสากล และในบางด้านมีกลไกที่ละเอียดกว่าต่างประเทศ
โดยปัจจุบันตลท. มีเครื่องมือสำคัญอย่าง Circuit Breaker ที่ทำงานเมื่อดัชนีเปลี่ยนแปลงรุนแรง รวมถึง Auto Halt และ Dynamic Price Band ซึ่งเปรียบเสมือน “เบรก ABS” ของหุ้นแต่ละตัว ช่วยชะลอไม่ให้ราคาหุ้นพุ่งชนเพดาน (Ceiling) หรือดิ่งลงแตะพื้น (Floor) เร็วเกินไปในระหว่างวัน
จากเหตุการณ์ความไม่สงบใตะวันออกกลาง เมื่อวันพุธที่ 4 มี.ค. เวลา 12.04 น. ที่ผ่านมา ตลท.ได้ประกาศใช้กลไก Circuit Breaker ระดับ 8% เป็นครั้งแรกในรอบสองสัปดาห์ ผลปรากฏกลไกดังกล่าวทำงานได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอน ช่วยชะลอความตื่นตระหนกและเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้หยุดวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงพักตลาดก่อนที่ตลาดจะกลับมาอยู่ในสภาวะสงบลงในช่วงบ่าย ดัชนีปิดตัวที่ -5% ซึ่งถือเป็นระดับที่กลไกตลาดทุนไทย สามารถบริหารจัดการได้ อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล
นายอัสสเดช กล่าวว่า ที่น่าสนใจคือ ในช่วงความผันผวนครั้งนี้ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ตัวใดที่แตะระดับ Ceiling หรือ Floor หรือเคลื่อนไหวรุนแรงจนถึงขั้นทริกเกอร์มาตรการ สะท้อนให้เห็นสภาพคล่องและโครงสร้างราคายังมีความเสถียรภายใต้กฎเกณฑ์ตลท. ในปัจจุบันหากสงครามตะวันออกกลางไม่ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้ เชื่อกลไกตลาดทุนไทยยังสามารถรองรับได้
แต่ยอมรับหากสถานการณ์ครั้งนี้ เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 100-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงานและการขนส่งสินค้าแพงขึ้นตามกลไกราคาโลก ซึ่งจากการติดตามข้อมูลการประชุม ศบก. ด้านความมั่นคงทางพลังงาน รมว. พลังงาน ยืนยันความพร้อมในการรับมือหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ พบไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางประมาณ 50% ของการนำเข้าทั้งหมด ส่วนอีก 50% มาจากแหล่งอื่น เช่น เพื่อนบ้าน บรูไน และแอฟริกา ขณะที่การนำเข้าก๊าซ LNG มาจากตะวันออกกลางเพียง 10-20% เท่านั้น
โดยเชื่อหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบในเชิงปริมาณพลังงานจะมีค่อนข้างน้อยเอกชนไทยยังคงสามารถบริหารจัดการความผันผวนนี้ได้ เนื่องจากเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วโลกและไม่ได้ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงเทียบกับประเทศอื่น
ทั้งนี้ ยอมรับต้องจับตาผลกระทบด้านราคาพลังงานที่สูงขึ้น จะส่งผลต่อต้นทุนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน และบางแห่งรวมทั้งภาวะเงินเฟ้อสูง กดดันต่อดอกเบี้ยนโยบายของเฟดไม่สามารถปรับลงได้ตามที่ตลาดคาดไว้ และค่าเงินดอลลาร์ผันผวนกระทบต่อ บจ. ทั้งในแง่ของต้นทุนการนำเข้าและรายได้การส่งออก และติดตามบจ. บางแห่งได้รับผลกระทบจนต้องหยุดการผลิตหรือไม่
อีกทั้งที่สำคัญยังต้องติดตามแรงขายนักลงทุนต่างชาติที่อาจเกิดขึ้นตามสถานการณ์โลก และยังคงตรวจสอบพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด
นายอัสสเดช ยังระบุว่า การที่ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนสูงนั้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้า โดยระบุว่าตลาดหุ้นไทยเคยขึ้นไปทำสถิติสูงสุดเป็นอันดับ 2 และปัจจุบันอยู่อันดับ 3 ของเอเชีย ซึ่งตามธรรมชาติ “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” ทำให้เมื่อเกิดปัจจัยลบจะมีความผันผวนมากกว่าบางประเทศ
อย่างไรก็ตาม ตลท. ได้เน้นย้ำให้บจ.เร่งสื่อสารข้อมูลแก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริษัทที่อาจได้รับผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ตลาดได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงและลดความตื่นตระหนก
นายสรพล ตุรยเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. กล่าวเสริมว่า จุดแข็งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความยืดหยุ่น คือความหลากหลายของอุตสาหกรรม โดยไม่มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีสัดส่วนใหญ่เกินไปจนทำให้ตลาดล่มสลายหากเกิดผลกระทบ
นอกจากนี้ ตลาดทุนไทยยังมีปัจจัยหนุนจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผล ที่จูงใจ และโครงการซื้อหุ้นคืน ของบจ.ที่เป็นตัวช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในช่วงที่ราคาหุ้นต่ำกว่าพื้นฐาน
ขณะที่ในส่วนของ ตลาดอนุพันธ์ (TFEX) ที่มีคำถามเกี่ยวกับมาตรการหยุดซื้อขายอัตโนมัตินั้น เราได้ชี้แจงไปแล่วถึงกลไกของ TFEX จะทำงานสอดคล้องกับตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมี Ceiling & Floor คอยกำกับดูแลอยู่แล้ว ส่วนข้อเสนอเรื่องการเพิ่มมาตรการ Auto Force Sell นั้น ทางตลท. จะรับไปศึกษาเพิ่มเติม แต่เบื้องต้นมองว่ากลไกปัจจุบันยังเพียงพอและเหมาะสมกับการบริหารความเสี่ยง





