นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เมื่อวันพุธที่ 4 มีนาคม เวลา 12.04 น. ที่ผ่านมา ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประกาศใช้กลไก Circuit Breaker ระดับ8% เป็นครั้งแรกในรอบสองสัปดาห์
ผลปรากฏว่ากลไกดังกล่าวทำงานได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอน ช่วยชะลอความตื่นตระหนกและเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้หยุดวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงพักตลาดก่อนที่ตลาดจะกลับมาอยู่ในสภาวะสงบลงในช่วงบ่าย โดยดัชนีปิดตัวที่ -5% ซึ่งถือเป็นระดับที่กลไกตลาดทุนไทย สามารถบริหารจัดการได้ (Properly Managed) อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล
นายอัสสเดช กล่าวว่า ที่น่าสนใจคือ ในช่วงความผันผวนครั้งนี้ ไม่มีหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ตัวใดที่แตะระดับ Ceiling หรือ Floor สะท้อนให้เห็นว่าสภาพคล่องและโครงสร้างราคายังมีความเสถียรภายใต้กฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการ(บอร์ด)ตลท.ก็พร้อมประชุมและติดตามสถานการณ์ตลอดเวลาเพื่อออกมาตรการเสริมหากจำเป็น โดยยังคงอ้างอิงโมเดลความสำเร็จจากตลาดต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ มาเป็นแนวทาง
ยืนยันว่า กลไกตลาดและระบบ Circuit Breaker ยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้จะเผชิญกับความผันผวนด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของไทยมีความหลากหลาย จึงได้รับผลกระทบจากวิกฤตภายนอกในวงจำกัดเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตอย่างช่วงโควิด-19
นอกจากนี้ ทาง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการ สื่อสารข้อมูล ของบริษัทจดทะเบียนเพื่อให้ผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ
"เรายังคงเชื่อมั่นใน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และพื้นฐานของบริษัทไทยที่ยังดึงดูดกระแสเงินทุนได้ในระยะยาว พร้อมทั้งติดตามพฤติกรรมการซื้อขายอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความยุติธรรมให้แก่ผู้ลงทุนทุกกลุ่ม"
รัฐกางแผนรับมือ "สงครามยืดเยื้อ"
นายอัสสเดช กล่าวต่อว่า จากการประชุม ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก. ) ในด้านความมั่นคงทางพลังงาน รมว. พลังงาน ยืนยันความพร้อมในการรับมือหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ
โดยโครงสร้างการนำเข้าพลังงานของไทยในปัจจุบันมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ น้ำมันดิบ 50% นำเข้าจากแหล่งใตะวันออกกลางและอีก50% นำเข้าจากแหล่งอื่นที่ไม่ต้องผ่านเส้นทางขัดแย้ง ขณะที่ ก๊าซ LNG 20% มีการนำเข้าจากแหล่งในตะวันออกกลาง เท่านั้น โดยมีการจัดหาจากแหล่งนอกพื้นที่ตะวันออกกลางเพื่อเสริมความมั่นคง
ทำให้เรามองว่า หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางไม่ยืดเยื้อ คาดว่า ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมจะอยู่ในวงจำกัด
แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในวันนี้ (9 มี.ค.) ราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นแตะระดับ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศดีดตัวขึ้นตาม
เรากำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้งในกลุ่มพลังงานและกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงแรงกดดันจากการผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ที่ผ่านมา
แม้ปัจจัยภายนอกจะรุมเร้า แต่กลไกตลาดทุนไทยยังคงทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสม่ำเสมอของกฎเกณฑ์และความรวดเร็วในการปรับตัว จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ตลาดผ่านพ้นสถานการณ์ผิดปกติหรือ Black Swan นี้ไปได้
"กลไกตลาดเหมาะสมแล้ว ตลาดจับตามองตลอดเวลา และเราพร้อมเสริมมาตรการเพื่อรักษาความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างเต็มกำลัง"





