วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม 2569

Login
Login

'กอบศักดิ์' มองปมขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านไม่ยืดเยื้อ ห่วงตลาดหุ้นผันผวน เตือนนักลงทุนระวัง

'กอบศักดิ์' มองปมขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านไม่ยืดเยื้อ ห่วงตลาดหุ้นผันผวน เตือนนักลงทุนระวัง

“ดร.กอบศักดิ์” มองความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านไม่ยืดเยื้อ หลังใกล้สิ้นสุดเฟส 1 ประเมินความเสี่ยง “ราคาน้ำมัน” อาจกระทบเศรษฐกิจหากพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้าน “ตลาดหุ้น” ส่อแววผันผวนหนัก เตือนนักลงทุนใช้ “ความระมัดระวัง”

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งมีแนวโน้มไม่ยืดเยื้อเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่สหรัฐวางไว้ จากจำนวนจรวดขีปนาวุธที่ถูกยิงออกมาจากฝั่งอิหร่านลดลงจากช่วงแรกกว่า 90%

ข้อมูลดังกล่าวชี้ว่าสงครามใกล้สิ้นสุดเฟสที่ 1 ซึ่งเน้นการทำลายอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นหลัก และใกล้เข้าสู่เฟสที่ 2 ซึ่งเป็นการสนับสนุนปฏิบัติการภาคพื้นดิน ผ่านการที่สหรัฐสนับสนุนอาวุธให้แก่กองกำลังกลุ่มเคิร์ดและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในประเทศเพื่อต่อสู้กับกองทัพของอิหร่านเอง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังไม่อาจวางใจได้ เนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูง โดยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่า 30% และยังไม่มีทีท่าลดลง

สะท้อนความกังวลของตลาดต่อสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปิดกั้นเส้นทางขนส่งของเรือบรรทุกน้ำมัน หากอิหร่านโจมตีแหล่งน้ำมันในกาตาร์ หรือโรงผลิตน้ำมันอื่น ๆ ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นได้

ทั้งนี้ ประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจภายในประเทศไทยยังจำกัด คงคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีที่ 1.5-2% ในปี 2569

โดยชี้ว่าราคาน้ำมันจะเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อขึ้นไปแตะระดับราคา 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในปัจจุบันยังอยู่ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลใกล้เคียงกับในปี 2566 ถือว่ายังไม่มากจนถึงขั้นวิกฤต

มาตรการระยะสั้น จะมีการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันที่เหลืออยู่ราว 2,000 ล้านบาท เพื่อช่วยตรึงราคาน้ำมันในช่วง 15 วัน หรือหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นอาจมีการพิจารณาเครื่องมืออื่น ๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล โดยไม่กังวลว่าจะกระทบวินัยการคลังเนื่องจากมองว่าสถานการณ์ในปัจจุบันมีความจำเป็น

สำหรับปริมาณน้ำมันสำรองจากการประชุมกับหน่วยงานภาครัฐ พบว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนใช้ได้อีกราว 38 วัน รวมถึงที่อยู่ระหว่างการขนส่ง ซึ่งได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาแล้วจะใช้ได้อีก 22 วัน ทำให้ไทยจะมีน้ำมันใช้จากนี้ไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน

อีกทั้ง ไม่ใช่น้ำมันทั้งหมดในประเทศจะต้องลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพราะยังมีอีกกว่า 50% ที่มาจากแหล่งอื่น ซึ่งภาครัฐก็สามารถดำเนินการผลักดันให้มีการซื้อขายเพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบในระยะยาว

โดยมองว่าสถานการณ์ในครั้งนี้จะไม่กระทบต่อการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ จากการที่ไทยสามารถซื้อไฟฟ้าผ่านลาว รวมถึงกลับไปใช้พลังงานถ่านหินซี่งมีอยู่อย่างเพียงพอ

 

เตือน “ตลาดหุ้นไทย“ มีความผันผวนสูงและอ่อนไหวค่อนข้างมาก 

ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ยังไม่ใช่ “เซฟฮาเว่น” หรือ “ตลาดที่มีความปลอดภัย” เนื่องจากมีความผันผวนสูงจากความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ค่อนข้างมาก ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐย่อตัวลงมาเพียง 1% แต่ของไทยร่วงลง 4% และ 8% ต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน และควรเป็นเงินลงทุนที่ไม่ต้องรีบนำออกมาใช้

การที่ตลาดปรับฐานลงมาลึกในวันก่อนจนถึงระดับที่ต้องใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์นั้น ส่วนใหญ่เป็นแรงขายจากนักลงทุนรายย่อยและสถาบันในประเทศเป็นหลัก จากการที่ผู้ลงทุนในไทยส่วนใหญ่ลงทุนผ่านบริษัทหลักทรัพย์ทำให้มีการบังคับขายหุ้นเมื่อมูลค่าหลักประกันลดลงต่ำกว่าเกณฑ์

สวนทางกับนักลงทุนต่างประเทศที่ในวันดังกล่าวยังเป็นซื้อสุทธิราว 1,000 ล้านบาท โดยมองว่าหลังจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังไปต่อได้ เมื่อการปรับฐานของดัชนีสิ้นสุดและลดความผันผวนลง จากพื้นฐานธุรกิจที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความน่าสนใจในแง่ของความมั่นคง หากมีการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เช่น ระบบไฟฟ้า สายส่ง มีการสร้างแรงงานทักษะสูง รวมถึงการแก้ไขกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ได้สำเร็จ สิ่งเหล่านี้จะดึงดูดการลงทุน และเอื้อให้มีการย้ายฐานการผลิตให้เข้ามาในประเทศมากขึ้น

“ท่ามกลางความขัดแย้งตอนนี้ มีที่ไหนที่ปลอดภัยบ้าง ฉะนั้นถ้าเราทำได้ดีก็จะเป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย และเป็นเป้าหมายสำหรับการลงทุนจากทั่วโลก” ดร.กอบศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย