วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิดโผ 5 หุ้นสุดแกร่ง กำไรทะลัก ปี 68 พุ่งเกิน 100% ธุรกิจฟื้นตัวแรง 

เปิดโผ 5 หุ้นสุดแกร่ง กำไรทะลัก ปี 68 พุ่งเกิน 100% ธุรกิจฟื้นตัวแรง 

บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทยอยประกาศผลประกอบการปี 2568 ใกล้ครบถ้วนแล้ว โดยการเติบโตของกำไรถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้น โดยเฉพาะบริษัทที่สามารถสร้างการเติบโตของกำไรได้อย่างโดดเด่นเหนือค่าเฉลี่ยตลาด

เมื่อพิจารณาในกลุ่ม SET100 พบว่า มีหุ้นอย่างน้อย 5 บริษัทที่มีกำไรสุทธิปี 2568 เติบโตมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานของธุรกิจ รวมถึงแรงหนุนจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ทยอยฟื้นตัว ทำให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวกลายเป็นบริษัทที่น่าจับตามองของนักลงทุนในตลาดทุน จากศักยภาพการเติบโตและโอกาสในการต่อยอดธุรกิจในระยะถัดไป

1.บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) BTG

  • วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
  • กำไรปี 2568 ที่ 6,685 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 171.05% เทียบปีก่อนที่ 2,466 ล้านบาท
  • รายได้ปี 2568 ที่ 122,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.97  % เทียบปีก่อนที่ 114,905 ล้านบาท
  • มาร์เก็ตแคป 41,598 ล้านบาท 
  • ราคา YTD +18.13%
  • เงินปันผล YTD 6.98%

บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ จำนวน 6,684.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 171.0% จาก 2,466.2 ล้านบาท ในปีก่อน และรายได้รวมเติบโต 7.0% เป็น 122,950.3 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 16.9% จาก 13.5% ของปีก่อน ด้วยแรงหนุนจากการปรับพอร์ตสินค้าให้ทำกำไรได้มากขึ้น และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2568 ในอัตรา 1.50 บาทต่อหุ้น โดยจ่ายจากกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการจากผลการดำเนินงานปี 2568 และกำไรสะสม ซึ่งเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ในอัตรา 1.24 บาทต่อหุ้น และจากกำไรสุทธิส่วนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในอัตรา 0.26 บาทต่อหุ้น 

อย่างไรก็ตาม บริษัทกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 10 มีนาคม 25698 และกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันพุธที่ 11 มีนาคม 2569 เพื่อจ่ายเงินปันผลในวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 ทั้งนี้ สิทธิในการรับเงินปันผลดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนจนกว่าจะได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2569

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดจะเห็นการฟื้นตัว QoQ ได้ในไตรมาส 1/69 ตามการฟื้นตัวของราคาหมูหน้าฟาร์มในประเทศ ประกอบกับปัจจัยฤดูกาลที่มีเทศกาลตรุษจีนช่วยหนุนปริมาณขายจากการบริโภคเนื้อสัตว์ที่สูงขึ้น และเราคงมุมมองบวกต่อแนวโน้มราคาหมูในประเทศที่มีโอกาสปรับขึ้นต่อในไตรมาส 2/69 จากมาตรการช่วยเหลือของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ในการพยุงราคา นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่จะเป็น Upside ต่อประมาณการของเรา

ทั้งนี้ คงประมาณการกำไรปกติปีนี้ที่ 4,180 ล้านบาท -36.3% YoY ชะลอลงจากฐานที่สูงในปีก่อน จากราคาหมูเฉลี่ยคาดปรับลดลง อย่างไรก็ตาม เราปรับ P/E ในการประเมินมูลค่าขึ้นเป็น 10.0 เท่า เดิม 9.0 เท่า เพื่อให้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตมากขึ้น และสะท้อนภาวะตลาดในปัจจุบัน ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 21.60 บาท ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน P/E เพียง 8.8 เท่า อยู่ในโซนต่ำ และเราคาดราคาหุ้นมีโอกาสตอบรับเชิงบวกจากเงินปันผลจ่ายที่สูงกว่าที่เราและตลาดคาดมาก คงคำแนะนำ“ซื้อ”

2.บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) TFG

  • เพชร นันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
  • กำไรปี 2568 ที่ 7,441 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 136.68% เทียบปีก่อนที่ 3,144 ล้านบาท
  • รายได้ปี 2568 ที่ 73,358 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.14% เทียบปีก่อนที่ 66,007 ล้านบาท
  • มาร์เก็ตแคป 34,942 ล้านบาท 
  • ราคา YTD +34.53%
  • เงินปันผล YTD 11.66%

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทฯมีรายได้รวม 73,358.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.01% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 7,440.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 136.68% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All Time High) จากยอดขายที่เติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ โดยมาจากธุรกิจร้านค้าปลีก 37.34%  ธุรกิจไก่ 27.23% ธุรกิจสุกร 19.27% และธุรกิจอาหารสัตว์ 14.85% ตามลำดับ

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯมีมติอนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสดในอัตรา 0.30 บาทต่อหุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา และกำหนดจ่ายวันที่ 24 เมษายน 2569 โดยเมื่อรวมการจ่ายปันผลระหว่างกาลทั้งปี 2568 จำนวน 3 ครั้ง คิดเป็นเงินรวม 0.70 บาทต่อหุ้น สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง รองรับแผนขยายธุรกิจเชิงรุกในปีถัดไป

ทั้งนี้ แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรจากธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตไปสู่การเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยตลาดอย่างชัดเจน ผ่านการขยายธุรกิจค้าปลีกของตนเอง ควบคู่การลงทุนเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจต้นน้ำ เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านรายได้และความสามารถทำกำไรในระยะยาว

สำหรับแผนปี 2569 โดยเน้นการขยายสาขา Thai Foods Fresh Market จาก 615 สาขาในปี 2568 เป็น 850 สาขา ภายในสิ้นปี 2569 ถือเป็น S-Curve สำคัญของกลุ่มไทยฟู้ดส์ เนื่องจากช่องทางค้าปลีกช่วยให้บริษัทเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาเนื้อสัตว์ และเพิ่ม SKU เพื่อเพิ่มสินค้าให้ตอบสนองผู้บริโภค  เพิ่มอัตรากำไรในระยะยาว

นอกจากนี้ เงินลงทุนส่วนหนึ่งจะใช้ในธุรกิจต้นน้ำ เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานของร้านค้าปลีกของบริษัทเอง เสริมความครบวงจรตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสุกรและไก่ จนถึงหน้าร้านค้าปลีก

ในส่วนต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญและมีศักยภาพเติบโตสูง บริษัทฯเตรียมก่อสร้างโรงงานอาหารสัตว์ และขยายธุรกิจไก่เพิ่มเติมจากฐานธุรกิจสุกรเดิม พร้อมขยายฟาร์มสุกรอย่างต่อเนื่อง คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2569 และเริ่มส่งผลเชิงบวกต่อรายได้รวมและต้นทุนการผลิตตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

ขณะเดียวกันแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบในปี 2569 อยู่ในทิศทางปรับตัวลดลง โดยบริษัทฯได้ทำสัญญาล็อกราคาวัตถุดิบไว้แล้วประมาณ 60–70% ช่วยบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน และเพิ่มความชัดเจนต่อประมาณการกำไร

3.บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) CK

  • ณัฐวุฒิ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่
  • กำไรปี 2568 ที่ 3,328 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 130.18% เทียบปีก่อนที่ 1,445 ล้านบาท
  • รายได้ปี 2568 ที่ 45,536 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.45% เทียบปีก่อนที่ 38,770 ล้านบาท
  • มาร์เก็ตแคป 27,949 ล้านบาท 
  • ราคา YTD +38.66%
  • เงินปันผล YTD 2.73%

บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 3,328 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,882 ล้านบาท หรือ 130.18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้งานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารต้นทุนก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทยังรับรู้ กำไรจากการขายหุ้นบริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด รวมถึง ส่วนต่างมูลค่าที่เกิดจากการเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนในบริษัทร่วม จากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนที่เหลืออีก 10%

ด้านรายได้จากสัญญาก่อสร้างอยู่ที่ 43,967 ล้านบาท คิดเป็น 94.83% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้น 6,509 ล้านบาท หรือ 17.38% จากปีก่อน สะท้อนการรับรู้รายได้จากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ ต้นทุนในการรับเหมาก่อสร้าง อยู่ที่ 40,624 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,882 ล้านบาท หรือ 23.10% จากปีก่อนหน้า ส่วน ค่าใช้จ่ายในการบริหาร อยู่ที่ 2,334 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105 ล้านบาท หรือ 4.73%

ในส่วนของ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม อยู่ที่ 2,160 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 285 ล้านบาท หรือ 15.22% จากปีก่อน ขณะที่ ต้นทุนทางการเงิน อยู่ที่ 2,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80 ล้านบาท จากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับฐานะทางการเงิน บริษัทมี อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net D/E) ตามงบการเงินรวมอยู่ที่ 1.32 เท่า ลดลงจาก 1.67 เท่า ณ สิ้นปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติ จ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งปีหลังของปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท จากกำไรสุทธิและกำไรสะสม โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้จ่าย เงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวดครึ่งปีแรกในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท ส่งผลให้ เงินปันผลรวมทั้งปี 2568 อยู่ที่ 0.45 บาทต่อหุ้น

4.บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) OSP

  • มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
  • กำไรปี 2568 ที่ 3,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 123.83% เทียบปีก่อนที่ 1,638 ล้านบาท
  • รายได้ปี 2568 ที่ 26,101 ล้านบาท ลดลง 5.18% เทียบปีก่อนที่ 27,528 ล้านบาท
  • มาร์เก็ตแคป 44,456 ล้านบาท 
  • ราคา YTD -8.07%
  • เงินปันผล YTD 5.41%

มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 3,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 123.8% จากปีก่อน ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 3,503 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและการปรับกำลังการผลิต ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของผลิตภัณฑ์ในประเทศปรับตัวสูงขึ้น และแตะระดับมากกว่า 40% เป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ บริษัทยังรับรู้กำไรพิเศษจากการจำหน่ายเงินลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายขวดแก้วในเมียนมา (MGE Group) จำนวน 295 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีการบันทึกค่าใช้จ่ายสุทธิ 130 ล้านบาท จากการรวมศูนย์การผลิตในไตรมาส 4 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม รายได้รวมปี 2568 อยู่ที่ 26,101 ล้านบาท ลดลง 5.2% จากปีก่อน จากยอดขายเครื่องดื่มในประเทศที่ชะลอตัวช่วงต้นปี หลังบริษัทปรับโครงสร้างการขายและระบบจัดจำหน่าย แต่แนวโน้มเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยยอดขายเครื่องดื่มในประเทศกลับมาเติบโต 2.8% ขณะที่รายได้จากตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น 4.8% คิดเป็นสัดส่วน 26.5% ของรายได้รวม โดยเฉพาะตลาดเมียนมาและลาวที่เติบโตโดดเด่น

ทั้งนี้ โอสถสภายังคงครองความเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังด้วยส่วนแบ่งตลาดเฉลี่ย 44.2% และครองส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ 46.4% นำโดยแบรนด์ “ซี-วิท” และ “เปปทีน” สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์และการตอบโจทย์ผู้บริโภคด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 “ก้าวต่อไปในปี 2569 โอสถสภายังคงมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดจุดแข็งขององค์กรสู่โอกาสใหม่ ทั้งในตลาดต่างประเทศและภูมิภาคที่มีศักยภาพ ผ่านการพัฒนาพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ ควบคู่กับการยกระดับความเป็นเลิศในการดำเนินงานและการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในทุกมิติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอนาคต พร้อมพัฒนาประสบการณ์ผู้บริโภค และผลักดันการเติบโตควบคู่กับการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น”

5.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) SCC

  • ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่
  • กำไรปี 2568 ที่ 14,075 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 121.95% เทียบปีก่อนที่ 6,342 ล้านบาท
  • รายได้ปี 2568 ที่ 516,955 ล้านบาท ลดลง 1.85% เทียบปีก่อนที่ 526,674 ล้านบาท
  • มาร์เก็ตแคป 225,000 ล้านบาท 
  • ราคา YTD +2.18%
  • เงินปันผล YTD 2.67%

บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG เปิดเผยผลดำเนินงานปี 2568 เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจ ควบคู่การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมนำเทคโนโลยี AI และ Robotics มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และขยายตลาดสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงสินค้ากรีน เช่น ปูนคาร์บอนต่ำ

ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมา SCG รักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มข้น สามารถลดเงินทุนหมุนเวียนกว่า 10,535 ล้านบาท ปรับโครงสร้างธุรกิจและลดค่าใช้จ่ายได้ราว 4,300 ล้านบาทต่อปี ส่งผลให้ หนี้สินสุทธิลดลง 14,845 ล้านบาท โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นปี 52,447 ล้านบาท

สำหรับปี 2568 บริษัทมี รายได้จากการขาย 496,925 ล้านบาท EBITDA 51,249 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 14,075 ล้านบาท ขณะที่คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่าย เงินปันผลรวม 5 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 1 เม.ย. 2569 และจ่ายปันผล 21 เม.ย.2569

ทั้งนี้เอสซีจี มั่นใจว่าปี 2569 จะยังสามารถเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน ควบคู่การสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในทุกธุรกิจได้ต่อเนื่อง แม้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะท้าทายยิ่งขึ้น

เปิดโผ 5 หุ้นสุดแกร่ง กำไรทะลัก ปี 68 พุ่งเกิน 100% ธุรกิจฟื้นตัวแรง