ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ 6 มี.ค.2569 เวลา 10.03 น.ปรับตัวลง 10.58 จุด หรือ 0.75% อยู่ที่ 1,406.71 จุด มูลค่าการซื้อขาย 6,807.78 ล้านบาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบซึ่งส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
โดยมองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวลงไปทดสอบระดับ 1,400 จุด ตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก หากหลุดระดับดังกล่าว แนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,385 จุด ซึ่งนักลงทุนที่เน้นการซื้อขายระยะสั้นควรติดตามระดับดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ในด้านนโยบายการเงิน ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% ตลอดทั้งปีนี้ จากเดิมที่เคยคาดว่า จะมีการปรับลดดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดก็มีแนวโน้มจะยังไม่ลดดอกเบี้ยเช่นกัน เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจเป็นปัจจัยกดดันเงินเฟ้อในระยะต่อไป
สำหรับผลกระทบของราคาน้ำมันต่อเศรษฐกิจนั้น หากราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4%-0.5% ขณะเดียวกันจะส่งผลลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยทำให้ GDP ลดลงราว 0.1% – 0.15%
นอกจากนี้ ในมุมมองด้านภูมิรัฐศาสตร์ ประเมินว่า สหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อาจพยายามเร่งคลี่คลายความขัดแย้งในตะวันออกกลางให้จบลงภายในช่วงสัปดาห์ที่ 2 หรือภายในประมาณ 4–5 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อลดแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่อาจส่งผ่านไปสู่เงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของสหรัฐคือต้องการยับยั้งไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ รวมถึงความพยายามผลักดันการเปลี่ยนผ่านผู้นำทางการเมืองของอิหร่าน เนื่องจากหากสถานการณ์ลุกลามจนมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในภาวะความเสี่ยงสูง แนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมัน เช่น PTTEP รวมถึงหุ้นกลุ่มที่มีลักษณะ Defensive อย่าง SCB
ขณะที่ในทางกลับกัน หุ้นที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวและกลุ่มโรงพยาบาลที่พึ่งพาผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง เช่น BH MINT AOT และ SHR อาจเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
นอกจากนี้ แนะนำให้ใช้สินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยควรถือทั้งทองคำและเงินดอลลาร์สหรัฐ ผ่านกองทุนทองคำหรือกองทุน Money Market ที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นของดอลลาร์เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง เนื่องจากหากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำอาจปรับฐานได้เล็กน้อย การถือสองสินทรัพย์ควบคู่กันจะช่วยสร้างสมดุลของพอร์ตลงทุนในระยะยาวได้ดีกว่า





