นางสาวอรรจยา อินทรประสงค์ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เปิดผยว่า ทิศทางธุรกิจและเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ว่า บริษัทคาดรายได้เติบโตราว 2-4% แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โลก แต่ยังคงมั่นใจในศักยภาพการเติบโตจากกลุ่มผู้ป่วยโรคซับซ้อนและโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่ “สังคมสูงวัย”
ทั้งนี้ จากประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประเมินว่าปัจจุบันฐานลูกค้าชาวตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนราว 4% ของรายได้รวม หากสถานการณ์ลุกลามจนต้องปิดน่านฟ้าเป็นเวลา 2 สัปดาห์ คาดว่าจะกระทบต่อรายได้ราว 150 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเราไม่พบสัญญาณการเลื่อนนัดหมายจากกลุ่มลูกค้าดังกล่าว และบริษัทยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขณะที่ ภาพรวมในช่วงต้นปีเดือนม.ค. ที่ผ่านมามีการเติบโตที่แข็งแกร่งถึง 2% เดือนก.พ. ยังรอข้อมูลและเดือนมี.ค.นี้ ต้องติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด สำหรับกลุ่มลูกค้าคนไทยคาดการณ์เติบโตระดับ Single Digit ที่ราว 1-3% ส่วนกลุ่มลูกค้าต่างชาติ คาดเติบโตในระดับ Single Digit เช่นกัน และตั้งเป้าปีนี้เพิ่มสัดส่วนรายได้จากลูกค้าต่างชาติเป็น 29% เดิม 28% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มลูกค้าสำคัญคือกลุ่ม Expat ที่พำนักในไทย เช่น หัวหิน พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่
นางสาวอรรจยา กล่าวว่า กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนรายได้ใน ปี 2569 มุ่งเน้นความเชี่ยวชาญในโรคที่มีความซับซ้อนสูงผ่านศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Centers of Excellence) ทั้ง 10 แห่งทั่วประเทศ โดยเน้น 5 กลุ่มโรคหลัก ได้แก่ โรคมะเร็ง, โรคสมอง, โรคกระดูก, ศูนย์อุบัติเหตุ และโรคหัวใจ ซึ่งการรักษาโรคซับซ้อนเหล่านี้เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อรายได้มากกว่าการปรับราคาค่าบริการ
“เราเกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลางและปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เป็นปัจจัยภายนอกคุมไม่ได้ แต่คาดหวังสงครามตะวันออกกลางจะไม่ยืดเยื้อและจบเร็ว เชื่อมั่นว่ายังมีคนไทยและชาวต่างชาติในไทย รวมถึงสังคมสูงวัย มีความต้องการรักษาโรคซับซ้อน เพิ่มขึ้น ยังสนับสนุนการเติบโตตามเป้าหมาย”
ขณะเดียวกันโรงพยาบาลในกลุ่มจังหวัดระยอง มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่น โดยมีอัตราการครองเตียงสูงถึงเกือบ 70% เนื่องจากเป็นศูนย์รับส่งต่อผู้ป่วยโรคซับซ้อนและรองรับกลุ่มลูกค้าในภาคอุตสาหกรรม ทั้งปิโตรเคมี พลังงาน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในแง่ของโครงสร้างรายได้ ปัจจุบันมีสัดส่วนผู้ป่วยที่ใช้ประกันสุขภาพอยู่ที่ 38% และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 40% ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า โดยบริษัทให้ความสำคัญกับระบบ “Utilization Review” เพื่อตรวจสอบการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ ให้เหมาะสมตามมาตรฐานสากล และมีการบริหารจัดการเคลมสินไหมที่รัดกุมเป็นไปตามการกำกับดูแลของสำนักงานคปภ. ทำให้ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริษัทประกัน
ด้านการลงทุนบริษัทกำหนดงบลงทุน (CAPEX) ไว้ที่ 8-10% ของรายได้ ซึ่งในจำนวนนี้แบ่งสัดส่วน 4-5% สำหรับการบำรุงรักษาและอัปเกรดเครื่องมือแพทย์ และยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วย ส่วนที่เหลือเป็นการสำรองเพื่อขยายงาน เช่น การเพิ่มศักยภาพรองรับผู้ป่วยที่โรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน และโรงพยาบาลในสุราษฎร์ธานี ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการครองเตียงในระดับสูง
“เชื่อมั่นในระยะยาว ธุรกิจจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากสังคมสูงวัย และการเข้าถึงประกันสุขภาพที่แพร่หลายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้คนเข้าถึงบริการของโรงพยาบาลเอกชนได้ง่ายขึ้น แม้จะมีความท้าทายจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ แต่บริษัทเน้นการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพเพื่อรักษาการเติบโตที่มั่นคงต่อไป”
ในปี 2569 มีแผนเพิ่มจำนวนเตียงในโรงพยาบาล 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน และ โรงพยาบาลกรุงเทพสุราษฎร์ โดยจะเพิ่มประมาณ 50-60 เตียง เนื่องจากปัจจุบันมีอัตราการครองเตียง (Capacity) ค่อนข้างเต็ม และเน้นการ Utilize สินทรัพย์เดิม ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่โดยไม่พยายามขยายจำนวนเตียงในภาพรวมมากเกินไป เนื่องจากจำนวนประชากรที่เกิดใหม่ลดลง
นอกจากนี้จะเป็นการเตรียมพื้นฐานสำหรับการลงทุนต่อเนื่องในปี 2570-2572 ซึ่งรวมถึงการก่อสร้างอาคาร OPD ใหม่ ศูนย์รังสีรักษา และตึกเฉพาะทางด้านการฟื้นฟูที่มีความร่วมมือกับ Shirley Ryan Ability Lab จากสหรัฐ





