ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ล่าสุด "พิริยพล คงวาณิช" นักกลยุทธ์จากหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง ได้วิเคราะห์ภาพรวมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงในครั้งนี้ "น่ากังวลกว่าที่คิด" เนื่องจากเป้าหมายการโจมตีเริ่มเปลี่ยนทิศทาง
วิกฤต Supply Disruption: เมื่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานตกเป็นเป้า
จากเดิมที่ตลาดกังวลเพียงการ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีการขนส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติราว 20-25% ของอุปทานโลก แต่ปัจจุบันสถานการณ์ยกระดับขึ้นเมื่ออิหร่านเริ่มมุ่งเป้าทำลาย Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) ด้านพลังงานในภูมิภาคโดยตรง ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนอุปทาน (Supply Disruption) พุ่งสูงขึ้น แม้สหรัฐฯ จะพยายามสร้างความเชื่อมั่นด้วยการประกันความปลอดภัยในการเดินเรือ แต่ตลาดมองว่าน้ำหนักของคำมั่นสัญญาดังกล่าวยังมีไม่มากพอ
ประเมินฉากทัศน์ (Scenario Analysis) และราคาน้ำมัน
- กรณีฐาน (Base Case): หากเปรียบเทียบกับ "สงครามอ่าว (Gulf War)" ในปี 1991 หรือสงครามสหรัฐฯ-อิรัก ปี 2003 คาดว่าการสู้รบจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ โดยราคาน้ำมันดิบอาจมี Upside เพิ่มขึ้น 20% ไปยืนระยะที่ 90-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- กรณีเลวร้าย (Worst Case): หากความขัดแย้งยืดเยื้อและมีการปิดช่องแคบเป็นเวลานาน ราคาน้ำมันมีสิทธิ์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อต้นทุนพลังงานทั่วโลก
- ข้อสังเกตเชิงบวก: ปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณการขยายวงของสงคราม โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียที่ยังไม่ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง
แรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย: ทั้งทางตรงและทางอ้อม
"พิริยพล" ระบุว่า หากราคาน้ำมันขยับขึ้นทุก ๆ 10% จะกระทบต่อ GDP ไทย ราว 0.5% เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันสูงถึง 5% ของ GDP นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญในด้านอื่น ๆ ดังนี้:
- การท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางคิดเป็น 3.4% ของต่างชาติทั้งหมด
- การส่งออก: ไทยส่งออกไปตะวันออกกลาง 3.2% ของมูลค่ารวม (สินค้าหลักคือ รถยนต์, เครื่องประดับ, ข้าว) โดยเฉพาะอิหร่านที่นำเข้าผลไม้กระป๋องและผลิตภัณฑ์ยางจากไทยเป็นอันดับต้น ๆ
- ผลกระทบทางอ้อม: หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจะส่งผลหนักกว่า เนื่องจากภาคการส่งออกของไทยมีสัดส่วนสูงถึง 60-65% ของ GDP และท่องเที่ยว 10-20% ของ GDP
อย่างไรก็ตาม ในกรณีฐานยังคงประมาณการ GDP ไทยปีนี้เติบโตที่ 1.8% โดยมีเกราะป้องกันจากน้ำมันสำรองที่ใช้ได้อีก 61 วัน ซึ่งถือว่าเพียงพอในระยะสั้น
กลยุทธ์การลงทุน: "Sell Everything" และจุดเข้าซื้อที่เหมาะสม
ปัจจุบันตลาดอยู่ในภาวะ Risk-off อย่างรุนแรง นักลงทุนเทขายทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำ เพื่อมุ่งหน้าสู่เงินสดดอลลาร์ (Money Market)
- สถิติตลาดหุ้น: ปกติหุ้นจะปรับฐาน 4-5% ในช่วงสงคราม แต่หากมีเรื่อง Supply น้ำมันมาเกี่ยวข้อง อาจปรับฐานลึกกว่า 10% (เช่นปี 1991 ที่ SET Index เคยดิ่งลงถึง 20% ในหนึ่งเดือน)
- จุดสะสม: คาดว่าตลาดจะเริ่มฟื้นตัวเมื่อเห็นสัญญาณผู้ชนะหรือการเจรจา (คล้ายช่วงสหรัฐฯ ยกพลขึ้นบกในสงครามอ่าว) โดยมองกรอบดัชนีที่ 1,300-1,350 จุด เป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้น
4 ธีมหุ้นเด่นสู้ศึกสงคราม
1. Defensive & Consumption: CPN (รายได้ค่าเช่ามั่นคง), CPALL (มาร์จิ้นขยายตัวจากสินค้ากลุ่มอาหาร)
2. Rate-Easing Harvest: TIDLOR (ได้รับประโยชน์เต็มที่จากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงในปี 2026)
3. National Infrastructure & Digital Economy: GULF (หุ้นที่เป็นตัวแทนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า และ Data Center)
4. Dividend Leader: หุ้นกลุ่มธนาคารที่ปันผลสูง เช่น SCB และ KTB
"ในระยะสั้นควร ถือเงินสดไว้ประมาณ 30-40% เพื่อรอจังหวะที่ดัชนีปรับฐานลงมายังแนวรับสำคัญ ก่อนจะเริ่มพิจารณาเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ทนทานต่อต้นทุนพลังงานและได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคต"





