หุ้นไทยวันนี้ 5 มี.ค.69 บล.พาย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดบวก 238 จุด (+0.5%) หลังมีรายงานข่าวว่าอิหร่านส่งสัญญาณเปิดกว้างสำหรับการเจรจาเพื่อยุติสงคราม และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะรักษาเสถียรภาพของตลาดน้ำมันช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
วานนี้ ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ผันผวนท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่านยังมีความรุนแรงต่อเนื่อง อิหร่านโจมตีหลายๆ ประเทศในตะวันออกกลาง โดยมุ่งเน้นที่โครงสร้างพื้นฐานพร้อมกับประกาศว่าเรือบรรทุกสินค้าที่ผ่านช่องแคบ Hormuz เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการขนส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติราว 20% ของอุปทานโลก ทำให้น้ำมันดิบยังคงปรับตัวสูงขึ้น
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่าน Truth Social พร้อมส่งกองทัพเรือสหรัฐฯ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อรับประกันความมั่นคงทางการเงินและการขนส่งพลังงานอย่างเสรี
ตลาดหุ้นไทยผันผวนสูงเผชิญแรงขายหนักจนต้องใช้มาตรการหยุดพักการซื้อขาย (Circuit Breaker) ในช่วงเช้าหลังจากตลาดหุ้นปรับลดลง 8% แต่ SET Index สามารถฟื้นตัวได้ในช่วงบ่ายจนมาปิดลดลง 5.6% ที่ 1384.61 จุด
ทั้งนี้ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางว่ากระทบต่อเศรษฐกิจไทยลดลงประมาณ 0.1% ถึง 0.2% เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพในระดับมหภาค แต่หากสถานการณ์มีความยืดเยื้อเป็นเวลานาน จะกระทบต้นทุนการผลิตจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นเป็นเวลานาน
ด้านกระทรวงพลังงานยืนยัน ไทยยังไม่มีผลกระทบด้านปริมาณสำรอง ข้อมูลล่าสุดมีน้ำมันคงเหลือ (ดิบและสำเร็จรูป) 4,925 ล้านลิตร ใช้ได้ 38 วัน และมีน้ำมันระหว่างขนส่งอีก 2,870 ล้านลิตร รวมทั้งสิ้น 7,795 ล้านลิตร เพียงพอประมาณ 61 วัน
เช้านี้ตลาดหุ้นในภูมิภาคฟื้นตัวหลังมีข่าวจากกระทรวงข่าวกรองของอิหร่านได้ติดต่อทางอ้อมกับสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) เกี่ยวกับการเปิดกว้างต่อการเจรจาเพื่อยุติสงคราม ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวได้ถูกส่งผ่านหน่วยข่าวกรองของประเทศหนึ่งที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อ
ในวันนี้ มองว่า SET Index มีโอกาสการฟื้นตัวทางเทคนิคในกรอบ 1400-1430 จุด แต่เพราะสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด ควรหาจังหวะขายทำกำไรบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง เลือกหุ้นเน้นที่ Defensive เป็นหลัก กลุ่มโรงพยาบาล (BCH) เน้นลูกค้าในประเทศ กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE) มองผลกระทบจำกัด กลุ่มในประเทศอย่างศูนย์การค้า (CPN) ค้าปลีก (CPALL) กลุ่มธนาคารที่พื้นฐานดีและเงินปันผลสูง (KTB KBANK SCB TISCO KKP) และกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ (MTC SAWAD TIDLOR)
หุ้นแนะนำซื้อวันนี้
KTB (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 35 บาท)
ธนาคารขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ระดับเงินกองทุนสูง และสำรองหนี้ฯ ส่วนเกินพร้อมรับความไม่แน่นนอนทางเศรษฐกิจ และด้วยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ประกาศจ่ายเงินปันผลเพิ่มอีก 2.24 บาทสำหรับการดำเนินงานงวด 2H25 ทำให้มีอัตราผลตอบแทนปันผลสูงราว 6.8% สูงสุดในกลุ่มธนาคาร ทำให้ทั้งปี 2025 จ่ายเงินปันผลรวม 2.67 บาท
WHA (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 5.00 บาท)
ผลประกอบการงวด 4Q25 แข็งแกร่ง รวมกับการขายที่ดินในปี 2026 ที่ตั้งเป้าไว้ที่ 2,500 ไร่ ซึ่งมีการขายแล้ว 900 ไร่ เป็นคำสั่งซื้อที่เลื่อนมาจากปลายปี 2025 รวมทั้งมีอุตสาหกรรมใหม่เริ่มเข้ามาได้แก่ อุตสาหกรรมด้านหุ่นยนต์ (Humanoid Robots) พร้อมกับธุรกิจด้าน Logistic และธุรกิจสาธารณูปโภคที่จะเริ่มเห็นผลดีจากการเข้ามาของ Data Center สนับสนุนการเติบโตของยอดขายในอนาคต





