นายอาภากร ชอุ่มทอง ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยถึงมาตรการรับมือวิกฤติตะวันออกกลาง ว่า ยังคงมุ่งเน้นความมั่นคงพลังงานเป็นสำคัญ แม้ว่ามีความข้อกังวลเรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ แม้จะยังประเมินผลกระทบเป็นตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้เนื่องจากสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง แต่บริษัทได้เตรียมแผนรับมืออย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้กระทบต่อความต่อเนื่องในการจัดหาพลังงานของประเทศ (Energy Security)
สำหรับ “น้ำมันดิบ” จะกระจายความเสี่ยงโดยการจัดหาจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางมากขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกา ลาตินอเมริกา และมาเลเซีย “ ก๊าซธรรมชาติ” ได้เร่งเพิ่มปริมาณการผลิตจากแหล่งในอ่าวไทย และจัดหา LNG จากแหล่งที่มีความมั่นคงสูงในสหรัฐ ออสเตรเลีย และรัสเซีย
ทางด้านภาวะอุปทานส่วนเกิน (Over-supply) ในธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีของเอเชีย ปตท. คาดการณ์ว่า สภาวะดังกล่าวจะยังคงลากยาวไปจนถึงปี 2569 เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับอุปสงค์ปลายทางที่ชะลอตัว
สำหรับ แนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2569 ยังคงขึ้นอยู่กับราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลก และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อาจส่งผลต่อราคาผลิตภัณฑ์และภาพรวมทั้งปี รวมถึงภาวะ Over-supply ในธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีในเอเชีย แต่คาดว่าจะยังคงต่อเนื่อง เนื่องจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปลายทางยังคงชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่า “จุดต่ำสุดของวัฏจักร” จะเริ่มคลี่คลายเมื่อผู้ผลิตที่มีต้นทุนสูงเริ่มปรับลดกำลังการผลิตลง และความต้องการในตลาดเริ่มฟื้นตัวตามรอบเศรษฐกิจ
“ปตท. มุ่งเน้นไปที่ความมั่นใจในการจัดหาพลังงานพร้อมกับความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการสินทรัพย์ และการรุกเข้าสู่ธุรกิจไฮโดรเจนและคาร์บอนในอนาคต เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20% ภายในปี 2035 และก้าวสู่ Net Zero ในปี 2050 อย่างสง่างาม”
นายอาภากร กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจของกลุ่ม ปตท. กำลังมุ่งหน้าสู่การปรับพอร์ตครั้งใหญ่ (Portfolio Transformation) เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ดังนี้
1.) ธุรกิจต้นน้ำและไฟฟ้า (Upstream & Power) PTTEP มุ่งขยายฐานสำรวจและผลิตในแหล่งใหม่ ตั้งเป้าปริมาณขายโตต่อเนื่อง, LNG รุกหนักด้านการเทรดดิ้งและการลงทุนสินทรัพย์ โดยมีเป้าหมายใหญ่ที่ 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2030, Power เร่งสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Renewable) ตามแผน PDP เพื่อมุ่งสู่ Net Zero
2.) ธุรกิจปลายน้ำและการปรับโครงสร้าง (Downstream & Synergy) จัดตั้ง PTT Tank เพื่อรวมศูนย์โครงสร้างพื้นฐาน (ถังเก็บ-ท่อส่ง) เพิ่มประสิทธิภาพและเตรียมดึงพันธมิตรเข้าร่วมทุน, ปรับตำแหน่งธุรกิจ OR ให้เป็นมากกว่าปั๊มน้ำมัน แต่เป็น “Mobility & Lifestyle Partner”
3.) ธุรกิจอนาคต (Non-Hydrocarbon) รุก EV Value Chain ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จทั่วประเทศ , ลุยธุรกิจ Life Science ทั้งเภสัชภัณฑ์และโภชนาการ โดยใช้โมเดลหาพันธมิตรเชี่ยวชาญ (Strategic Partner) และการพึ่งพาเงินทุนตัวเอง (Self-funding)
สำหรับ แผนการแข่งขันกับโรงงานใหม่ในจีนและไนจีเรีย ปตท. ได้วางห่วงโซ่การป้องกันผ่าน 3 มีแนวทางหลัก
คือ 1. การหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partnership) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและขยายช่องทางตลาด
2. Internal Excellence ยกระดับประสิทธิภาพผ่านโครงการ Mission X และการควบคุมค่าใช้จ่ายเข้มงวด (Opex Saving)
3. Financial Resilience เพิ่มสภาพคล่องผ่านการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) และการขยายวงเงินจัดซื้อน้ำมันดิบ โดยอาศัยความมั่นคงทางการเงินระดับสูงของกลุ่ม ปตท. เป็นแต้มต่อ
ขณะที่ ผลประกอบการปี 2568 โชว์ศักยภาพยักษ์ใหญ่พลังงานไทย ฝ่าฟันความผันผวนจากปัจจัยภายนอกทั้งสงครามการค้า นโยบายภาษีสหรัฐ และค่าเงินบาทที่แข็งค่า โดยทำกำไรสุทธิรวม 90,166 ล้านบาท ได้รับอานิสงส์สำคัญจากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพภายในกลุ่ม (Profit Enhancement) ที่สร้างผลบวกต่อกำไรถึง 38,359 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทสามารถประกาศจ่ายเงินปันผลรวมที่ 2.30 บาทต่อหุ้น (ปันผลปกติ 2.1 บาท และพิเศษ 0.2 บาท) คิดเป็น Dividend Yield สูงถึง 6.2% พร้อมโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 7,549 ล้านบาท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน





