“หุ้นไทย” วานนี้ปิดตลาดดิ่ง 81.90 จุด ระหว่างวันร่วงหนัก 117.52 จุด หรือลดลง 8.01% ตลท. ต้องใช้มาตรการ “เซอร์กิตเบรกเกอร์” เบรกซื้อขาย 30 นาที ถือเป็นการนำเครื่องมือดังกล่าวมาใช้ในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 63 หลังนักลงทุนกังวลสงครามตะวันออกกลางขยายวงกว้าง ตลาดหุ้นเอเชียเจอ Panic Sell เข้าสู่ช่วง “ขายทุกอย่างที่ขายได้”
ความเคลื่อนไหว “ตลาดหุ้นไทย” วานนี้ (4 มี.ค.2569) ดัชนีปิดตลาดร่วง 81.90 จุด มาอยู่ที่ 1,384.61 จุด หรือลดลง 5.58% มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 159,372 ล้านบาท ซึ่งระหว่างวันดัชนีฯ ดิ่งลงหนัก 117.52 จุด หรือ 8.01%
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นำมาตรการ “เซอร์กิตเบรกเกอร์” ระดับ 1 ระหว่างเวลา 12.18-12.30 น. ซึ่งเป็นการนำมาตรการดังกล่าวมาใช้อีกครั้งในรอบกว่า 5 ปี นับตั้งแต่เมื่อ 13 มี.ค. 2563 โดยดัชนีหุ้นไทยทำจุดต่ำสุดของวันอยู่ที่ 1,341.14 จุด ลดลง 125.37 จุด และทำจุดสูงสุดของวันที่ 1,404.73 จุด
ทั้งนี้ ปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นไทยและทั่วโลกยังเป็นภาวะสงครามระหว่างอิหร่าน กับสหรัฐและอิสราเอลที่เกิดขึ้นตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท.กล่าวว่า ดัชนีลดลงสอดคล้องทิศทางตลาดทุนทั่วโลกจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยช่วงเช้าวานนี้ SET Index ปรับตัวลดลง 8.01% ส่งผลให้มาตรการ Circuit Breaker ทำงาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตลาดหุ้นไทยปิดทำการในวันหยุดเมื่อวันที่ 3 มี.ค.2569 ขณะที่ตลาดอื่นเปิดทำการและปรับตัวลงไปแล้ว
ประกอบกับตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดอื่นหลายแห่งในภูมิภาคเอเชีย และถึงแม้ 2 วันที่ผ่านมา SET Index จะปรับตัวลดลง แต่นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ตลาดหุ้นไทยยังคงให้ผลตอบแทน (Index Return) บวกเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย รองจากเกาหลีใต้และไต้หวัน
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า การปรับตัวลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์วานนี้เป็นไปในแนวทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่กังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง และ ก.ล.ต.ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดทุน
ชี้ “หุ้นไทย” ปรับฐานมากพอควรและน่ากังวล
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ( FETCO ) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรง โดย 2 วัน หุ้นไทยลงแรงกว่า 160 จุด แรงว่าตลาดหุ้นประเทศต่าง ๆ สะท้อนโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงไม่ปกติจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ทวีความสำคัญและสร้างแรงกระเพื่อมต่อสินทรัพย์ทั่วโลกรวมถึงไทย
ในมุมตลาดทุนหากหุ้นไทยปรับลงต่อเนื่องหลายวัน จะกระทบความเชื่อมั่นและการบริโภคในประเทศ ซึ่งจะทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไปทำได้ยากขึ้น และความเสี่ยงความท้าทายที่เกิดขึ้นวันนี้ ที่กดดันหุ้นไทยลดลงกว่า 100 จุดอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นผลกระทบเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นยังจำกัดอยู่ใน “ราคาสินทรัพย์” เช่น ค่าเงินบาทและตลาดหุ้น ขณะที่เศรษฐกิจจริงยังไม่ได้รับผลเต็มที่
“ในช่วง 1 สัปดาห์ข้างหน้า ตลาดจะเห็นภาพชัดขึ้นว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางจะคลี่คลายหรือยืดเยื้อ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดพลังงานและตลาดทุนทั่วโลก”
“หุ้นไทย”กังวลสงครามดันน้ำมันพุ่ง
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาวะตลาดที่ปรับลงแรงสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นเอเชียโดยเฉพาะตลาดเกาหลีใต้ ซึ่งราคาน้ำมันเป็นตัวแปรชี้ขาดสำคัญ หากปรับขึ้นไม่เกิน 20% เศรษฐกิจและตลาดยังพอรับไหว แต่หากพุ่ง 40-80% เหมือนยุคสงครามอ่าวจะมีผลกระทบจะรุนแรง
“แนะนำรอจังหวะไม่ตื่นตระหนก และนักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง และรอจังหวะที่ราคาหุ้นปรับลดลงสู่ระดับเหมาะสมก่อนทยอยสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาว”
“หุ้นไทย” ดิ่งแรงเกินพื้นฐานรองรับ
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ ให้มุมมองต่อกรณีตลาดหุ้นไทยร่วงแรงจนต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker ว่า เป็นภาวะตื่นตระหนกมากกว่าสะท้อนวิกฤติเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย
ขณะที่แรงขายรอบนี้ส่วนหนึ่งมาจากนักลงทุนที่มีกำไรสะสมอยู่มาก จึงตัดสินใจขายทำกำไรเมื่อเห็นสัญญาณลบ ส่งผลให้ดัชนีปรับลงเร็วและแรง อย่างไรก็ตาม การลงแรงลักษณะนี้ทำให้ Downside เริ่มจำกัด อีกทั้ง ดัชนีได้ปรับตัวลงมาปิด Gap บริเวณเดียวกับช่วงประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งตามหลักเทคนิคมีโอกาสเห็นแรงรีบาวด์กลับได้ หากไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มเติม
ในมุมปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาน้ำมัน มองยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤติ หากสถานการณ์เลวร้ายจริง ราคาน้ำมันควรทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลรวดเร็ว แต่ปัจจุบันยังเคลื่อนไหวแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงมองว่าการปรับลงของตลาดหุ้นไทยครั้งนี้อาจมากเกินพื้นฐานรองรับ
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย ประเมินว่า การปรับตัวลงของตลาดไทยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นเอเชียที่ร่วงลงก่อนหน้า แต่ปัจจัยหลักที่กดดันความเชื่อมั่นนักลงทุนคือความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐซึ่งยังไม่สามารถประเมินจุดสิ้นสุดได้ชัดเจน
นอกจากนีรญที่ตลาดจับตาคือความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 20% ของโลก หากสถานการณ์บานปลายจนกระทบเส้นทางดังกล่าว อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันที ส่งผลต่อเงินเฟ้อ การดำเนินนโยบายดอกเบี้ย และกดดันเศรษฐกิจโลก
ตลาดหุ้นเอเชียเจอ Panic Sell
ตลาดหุ้นเอเชียเผชิญภาวะ “Panic Sell” รุนแรงเมื่อวันพุธที่ 4 มี.ค.ต่อเนื่องจากแรงเทขายฝั่งสหรัฐคืนก่อนหน้า หลังความขัดแย้งตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอลรุนแรงขึ้น
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงเทขายหนักสุด โดยดัชนี KOSPI ปิดลบถึง 12.06% หรือ 698.37 จุด ปิดระดับ 5,093.54 จุด ซึ่งปิดลบในรอบวันหนักสุดประวัติการณ์ ทำลายสถิติเดิมในช่วงเหตุการณ์ 11 ก.ย.2001 เนื่องจากเศรษฐกิจเกาหลีใต้พึ่งการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมาก
ทั้งนี้การซื้อขายช่วงครึ่งเช้าตลาดหุ้นเกาหลี ใช้มาตรการ “เซอร์กิต เบรกเกอร์” ระงับซื้อขายชั่วคราว 20 นาที ในช่วงก่อนปิดตลาดเช้าเพื่อพยายามควบคุมการเทขาย แต่หลังจากระงับการซื้อขายแล้ว ตลาดหุ้นยังร่วงลงต่อ
ตลอด 2 วันที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นหลัก สูญเสียมูลค่ามากกว่า 18% ขณะที่ค่าเงินวอนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดรอบ 17 ปี
ตลาดหุ้นเข้าสู่ “ขายทุกอย่างที่ขายได้”
ด้านดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นโตเกียว ปิดร่วง 4% ลดลงกว่า 2,251 จุด ปิดที่ 54,023.63 จุด แตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน ขณะที่ดัชนี Topix ก็ทรุดตัวลงตามไปกว่า 4.33% เหลือ 3,608.54 จุด โดนนักลงทุนเร่งขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดฮ่องกง ปิดลบ 518.60จุด หรือ -2.01% มาอยู่ที่ 25,249.48 จุด และดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (JKSE) ปิดร่วงลง 391.86 จุด หรือลดลง -4.94% มาสู่ระดับ 7,547.90 จุด
แมตต์ คิง ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยตลาดการเงินซาโตริ อินไซท์ส ระบุในรายงานว่า ตลาดที่นักลงทุนเคยกระจายความเสี่ยงไปก่อนหน้านี้กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ดูเปราะบางที่สุดหลังเกิดการโจมตีอิหร่าน
ขณะที่ ชารู ชานานา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของบริษัทแซ็กโซ ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง “ขายทุกอย่างที่ขายได้” โดยการเทขายในเอเชียเริ่มไร้ระเบียบ เนื่องจากตลาดไม่ได้มองสถานการณ์นี้เป็นเพียง “ข่าวช็อกระยะสั้นหนึ่งสัปดาห์” อีกต่อไป





