วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (4 มี.ค. 2569) ปิดตลาดดิ่ง 81.90 จุด โบรกมองมีลุ้นรีบาวด์หลังเซอกิตเบรกเกอร์

“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (4 มี.ค. 2569) ปิดตลาดดิ่ง 81.90 จุด โบรกมองมีลุ้นรีบาวด์หลังเซอกิตเบรกเกอร์

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (4 มี.ค. 2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,384.61 จุด โดยปรับตัวลดลง 81.90 จุด หรือคิดเป็น 5.58% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากปัจจัยความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน ทำราคาน้ำมันพุ่งสูง กดดันดัชนีต้องใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ ลุ้นรีบาวด์ 1-2 วันจากนี้

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (4 มี.ค. 2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,384.61 จุด โดยปรับตัวลดลง 81.90 จุด หรือคิดเป็น 5.58% โดย ดัชนีฯทำจุดสูงสุด อยู่ที่ 1,404.73 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,341.14 จุด และมีมูลค่าซื้อขาย รวม 159,372.02 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. GULF ราคาปิด 54.00 บาท ลดลง 3.50 บาท หรือ 6.09% มูลค่าซื้อขาย 11,465.76 ล้านบาท
     
  2. PTT ราคาปิด 35.25 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 4.08% มูลค่าซื้อขาย 10,258.46 ล้านบาท
     
  3. KBANK ราคาปิด 190.00 บาท ลดลง 7.00 บาท หรือ 3.55% มูลค่าซื้อขาย 9,983.15 ล้านบาท
     
  4. PTTEP ราคาปิด 137.50 บาท ลดลง 4.50 บาท หรือ 3.17% มูลค่าซื้อขาย 9,181.20 ล้านบาท
     
  5. DELTA ราคาปิด 239.00 บาท ลดลง 28.00 บาท หรือ 10.49% มูลค่าซื้อขาย 8,856.91 ล้านบาท

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า วันนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงมาค่อนข้างมาก ชดเชยวันมาฆบูชาที่ตลาดปิดไป ทำให้ปัจจุบันลงมาสอดคล้องกับตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาคที่ร่วงลงมาก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักมาจากผลกระทบจากความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันพุ่งสูง

หลังการทำเซอร์กิตเบรกเกอร์ในช่วงบ่าย ดัชนีมีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย อีกทั้งจากตัวเลขสถิติบ่งชี้ว่าในช่วง 1-2 วันหลังจากนี้ ตลาดมักมีท่าทีรีบาวด์ขึ้นไป ยกเว้นก็แต่ในกรณีโควิด 19 ที่ตลาดไม่ฟื้นตัว 

อย่างไรก็ตาม มองว่ากรณีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวมากกว่า จากผลกระทบจากสงครามในปัจจุบันยังจำกัด ไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมมากนัก


 

ในวันพรุ่งนี้ (5 มี.ค.) คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มแกว่งตัวในทางบวก โดยมีแนวรับ 1,350-1370 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,400 จุด เนื่องจากส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรรัฐบาลและหุ้น (EYG) เพิ่มขึ้นแตะระดับ 4% เพิ่มความน่าดึงดูดให้กับตลาดหุ้นไทย ช่วยชะลอกระแสเงินลงทุนต่างชาติไม่ให้ไหลออก

ด้านกลยุทธ์การลงทุน : แนะนำนักลงทุนหลีกเลี่ยงความผันผวนของราคาและชอลอการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันตลาดมีค่าความผันผวนมากกว่า 50% อยู่ในระดับผันผวนกลางค่อนสูงเทียบกับช่วงโควิดที่ 90%

ทั้งนี้ นักลงทุนที่ต้องการทำกำไรจากแนวโน้มการรีบาวด์ แนะนำหุ้นที่ลงมาลึกและมีงบการเงินแข็งแกร่งอย่าง BGRIM, THCOM, TRUE และ GULF