วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

โบรกเผยเสี่ยงปิดฮอร์มุซ กดดันโรงกลั่นไทย หลังสต็อกพอแค่ 45 วัน

โบรกเผยเสี่ยงปิดฮอร์มุซ กดดันโรงกลั่นไทย หลังสต็อกพอแค่ 45 วัน

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า การที่สหรัฐอเมริการ่วมมือกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงแบบ “binary risk (ได้หรือเสีย)” อย่างชัดเจน โดยหากความขัดแย้งดำเนินไปเพียงช่วงสั้น ๆ risk premium ที่ผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นอาจหายไปอย่างรวดเร็ว แต่หากสถานการณ์ลุกลามยืดเยื้อ แรงกดดันด้านราคาน้ำมันจะยังคงอยู่หรืออาจรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

ทั้งนี้ นอกจากการส่งออกน้ำมันของอิหร่านที่อาจต้องหยุดชะงัก หากโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออกน้ำมันบนเกาะคาร์ก (Kharg) ได้รับความเสียหายแล้ว ต้องจับตา “ความเสี่ยงสุดโต่ง” ต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งทางเรือที่สำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 21% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่าหากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว  เชื่อว่า risk premium ที่พุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันจะหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ในส่วนของ ธุรกิจโรงกลั่น ฝ่ายวิเคราะห์ ระบุว่า ค่าการกลั่น (GRM) มีแนวโน้มแข็งแกร่ง จากความเสี่ยงที่โรงกลั่นน้ำมันของอิหร่านอาจถูกโจมตี โดยกำลังการกลั่นของอิหร่านคิดเป็นประมาณ 2% ของกำลังการกลั่นทั่วโลก และ 26% ของกำลังการกลั่นในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน การส่งออกน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่อาจหยุดชะงัก คิดเป็นราว 10% และ 20% ของปริมาณการซื้อขายน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานโลกตามลำดับ น่าจะช่วยหนุน GRM ของโรงกลั่นไทย

อย่างไรก็ดี ผลบวกดังกล่าวบางส่วนมีแนวโน้มถูกหักล้างจาก crude premium ที่ปรับตัวสูงขึ้นของน้ำมันดิบชนิดเบา รวมถึงค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเชื่อว่าหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเกิดขึ้นจริง สถานการณ์ไม่น่าจะยืดเยื้อ เนื่องจากสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียมีแรงจูงใจในการผลักดันให้เส้นทางเดินเรือกลับมาเปิดโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม อัตราค่าระวางเรือมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากผู้เช่าเหมาเรือ (charterer) อาจเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ช่วงที่ราคาน้ำมันดิบแพง มักจะทำให้ต้นทุนของแนฟทาและ LPG (ก๊าซปิโตรเลียมเหลว) เพิ่มสูงขึ้นตาม โดยเฉพาะตลาด LPG ที่ตึงตัวอยู่แล้ว หลังการส่งออกจากซาอุดิอาระเบียหยุดชะงักช่วงปลายเดือนก.พ. 69 ขณะที่ข้อมูลของ Kpler แสดงให้เห็นว่าประมาณ 26% ของก๊าซธรรมชาติเหลว (NGL- อีเทน, โพรเพน, บิวเทน) ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ประมาณ 40% ของแนฟทาที่ผลิตในตะวันออกกลางถูกส่งออกไปภูมิภาคเอเชียในครึ่งปีแรกของ 68

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI  มองว่า ผู้ประกอบการธุรกิจ E&P ต้นน้ำและโรงกลั่นน่าจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันแพง แต่ผู้ผลิตปิโตรเคมีอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาสินค้า โดยชอบ PTT/PTTEP ที่ยังคงมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลน่าสนใจที่ 5-6% ในปี 69 ส่วนโรงกลั่นไทยจะได้แรงหนุนจากทั้ง crack spread ที่แข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ middle distillate/แนฟทา/LPG รวมทั้งกำไรจากสต็อกน้ำมัน แต่หากการขนส่งน้ำมันหยุดชะงักนานกว่าหนึ่งเดือน ผู้ประกอบการโรงกลั่นอาจต้องลดการผลิตของหน่วย CDU เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบในสต็อกลดลง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดจากรายงานข่าวของ Al Jazeera ระบุว่า จำนวนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซในวันที่ 3 มี.ค. 69 ลดลง 80% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน แม้ยังไม่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ แต่ผู้ให้บริการ ขนส่งทางทะเลหลีกเลี่ยงที่จะเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสูงขึ้นและ กังวลว่าจะถูกโจมตี ขณะที่วันเดียวกัน Saudi Arabian Oil Company (Saudi Aramco) ได้ขอให้ผู้ซื้อน้ำมันในเอเชียเปลี่ยนไปรับซื้อน้ำมันจากท่าเรือ Yanbu ในทะเลแดงเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ตามรายงานของ Bloomberg

ขณะที่รายงานข่าวของ Argus Media ระบุว่า Fujairah Oil Terminal ของ UAE ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกสำคัญที่ใช้หลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซถูกอิหร่านโจมตีด้วยโดรน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่คลังเก็บน้ำมันหลังเศษซากตกลงภายในพื้นที่เมื่อวันที่ 3 มี.ค.69 

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่า ความมั่นคงด้านอุปทานน้ำมันของโรงกลั่นไทยมีความเสี่ยง โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานซึ่งระบุว่า ในปี 68 โรงกลั่นไทยยังพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงที่ 91% / 85% / 70% ของปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นของ TOP / SPRC / IRPC ตามลำดับ ขณะที่โรงกลั่นศรีราชา (BCP ถือหุ้น 81%) ของ BCP และ PTTGC ใช้น้ำมันจากแอฟริกาตะวันตก สหรัฐฯ เอเชียตะวันออก และน้ำมันที่ผลิตในประเทศเป็นหลัก

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ประเมินว่าโดยเฉลี่ยแล้วโรงกลั่นไทยมีสต็อกน้ำมันดิบเพียงพอสำหรับการผลิตประมาณ 30 วัน และหากรวมน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่งอีก 15 วัน อุปทานน้ำมันที่มีอยู่จะรองรับการผลิตได้สูงสุด 45 วัน ภายใต้สมมติฐานที่โรงกลั่นมีอัตราการผลิตเท่าเดิม อย่างไรก็ตาม ปัญหาจะเกิดขึ้นหากเรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถออกจากตะวันออกกลางหากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านยกระดับขึ้น ซึ่งอาจทำให้โรงกลั่นไทยต้องระงับการผลิตเพราะขาดแคลนอุปทาน

โดยเชื่อว่า TOP และ IRPC มีความเสี่ยงด้านการจัดหาน้ำมันดิบสูงกว่า SPRC เนื่องจากทั้งสองบริษัทใช้น้ำมันดิบเกรด non-Murban จาก UAE ที่ไม่ได้เก็บอยู่ใน Fujairah Oil Terminal จึงทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้  เชื่อว่า cargo ขนส่งน้ำมันดิบ Arab Light และ Arab Extra Light อาจไม่สามารถเปลี่ยนเส้นทางไปยังคลังเก็บน้ำมันที่ท่าเรือ Yanbu ได้ทั้งหมด ซึ่งจะจำกัดความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือหากเกิดปัญหาขึ้น

ส่วน BCP/PTTGC นั้น แม้ว่าจะพึ่งพาน้ำมันดิบที่ไม่ได้มาจากตะวันออกกลาง (non-Middle East) เป็นหลักและดูจะมีความเสี่ยงด้านการจัดหาน้ำมันดิบน้อยกว่า TOP/IRPC/SPRC แต่ crude premium ของราคาน้ำมันดิบ non-Middle East กำลังเพิ่มสูงขึ้น เพราะการแข่งขันที่รุนแรงจากโรงกลั่นในเอเชีย 

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านอุปทานแล้ว ยังเห็นความเสี่ยงจากค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าการกลั่น (GRM) ลดลง  จึงมองว่าผู้ประกอบการในธุรกิจต้นน้ำอย่าง PTTEPน่าจะเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าโรงกลั่นท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง  ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่นของไทย โดยประเมินว่า upside risk จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์น่าจะหักล้างกับอุปสงค์ที่อ่อนตัวได้ ขณะที่จะมี downside risk หากความต้องการน้ำมันต่ำกว่าคาด