ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 4 มี.ค.2569 หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าดิ่งหนัก หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญหนึ่งในวันที่ผันผวนที่สุดของปี หลังดัชนีดิ่งลงกว่า 100 จุดในช่วงเปิดการซื้อขายภาคเช้า หรือ หลุดแนวรับสำคัญ 1,400 จุด และเข้าใกล้ระดับเซอร์กิตเบรกเกอร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่พุ่งสูง และสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังไร้สัญญาณคลี่คลาย
โดยหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่รับตัวลงแรงได้แก่
หุ้น BGRIM ร่วง 13.97% ลดลง 1.90 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 11.70 บาท
หุ้น GPSC ร่วง 11.18% ลดลง 4.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 33.75 บาท
หุ้น GULF ร่วง 8.70% ลดลง 5.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 52.50 บาท
หุ้น EA ร่วง 6.77% ลดลง 0.18 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.48 บาท
หุ้น CKP ร่วง 5.79% ลดลง 0.14 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.28 บาท
หุ้น EGCO ร่วง 5.46% ลดลง 6.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 112.50 บาท
หุ้น GUNKUL ร่วง 5.41% ลดลง 012 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.10 บาท
หุ้น RATCH ร่วง 4.88% ลดลง 1.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 29.25 บาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายตื่นตระหนกตั้งแต่เปิดการซื้อขายภาคเช้า ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงกว่า 100 จุด หรือเกือบ 7% หลุดแนวรับสำคัญที่ 1,400 จุด
และเข้าใกล้ระดับที่อาจต้องใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่พุ่งสูง และสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ
"ภาวะตลาดที่ปรับตัวลงรุนแรงในรอบนี้ มีแรงกดดันหลักจากหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งมีน้ำหนักค่อนข้างมากในดัชนี และได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนเชื้อเพลิงนำเข้าที่เพิ่มขึ้นสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อ ประกอบกับการประกาศหยุดผลิต LNG ชั่วคราวของผู้ผลิตรายใหญ่ในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาก๊าซในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว"
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้า LNG ประมาณ 27% ของการใช้ก๊าซทั้งหมด หรือเกือบ 1 ใน 3 ของระบบ ทำให้โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงหลักต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนทันที และกลายเป็นแรงฉุดสำคัญของดัชนี ในทางกลับกัน หุ้นพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP และ BANPU ยังสามารถประคองตัวได้จากอานิสงส์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในปัจจุบันมีแนวโน้มกินเวลาราว 4–5 สัปดาห์ โดยขณะนี้เพิ่งผ่านสัปดาห์แรกเท่านั้น หากสถานการณ์บานปลาย เช่น มีการโจมตีเข้าไปยังพื้นที่พันธมิตรสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ตลาดหุ้นอาจปรับตัวลงได้มากกว่านี้
ขณะที่ หากความขัดแย้งยุติลงเร็วกว่าคาด ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวแรง เนื่องจากแรงขายจำนวนมากเป็นลักษณะ Panic Sell และสะท้อนความกังวลระยะสั้นเป็นหลัก
สำหรับนักลงทุนที่ติดหุ้นในช่วงดัชนี 1,300–1,400 จุด หรือผู้ที่กำลังพิจารณาเข้าลงทุนใหม่ แนะนำ “ซื้อหุ้นควบคู่ทองคำ” เพื่อบริหารพอร์ตแบบผสมผสาน โดยจุดเข้าซื้อหุ้นหากดัชนีปรับลงสู่ระดับ 1,350 จุด ถือเป็นจุดที่น่าสนใจในการเริ่มทยอยสะสม แต่ควรใช้วิธี “แบ่งไม้ซื้อ” ไม่ควรทุ่มลงทุนในครั้งเดียว โดยกรอบแนวรับถัดไปประเมินไว้ที่ 1,370–1,350 จุด





