บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางได้ยกระดับสู่ความรุนแรง หลังเกิดเหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ (28 ก.พ. 2026) ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้กลับอย่างดุเดือดจากอิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งในอิรัก คูเวต กาตาร์ บาห์เรน และยูเออี เหตุการณ์นี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่อตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกในทันทีโดยเช้านี้ตลาดหุ้นหลักทั่วโลก อาทิ ดัชนี US30, US500, TECH100 ของฝั่งอเมริการวมถึงตลาดหุ้นยุโรปอย่าง DAX, FTSE100 และ CAC40 ปรับตัวลงราว 1% ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (BOND YIELD) ก็ปรับตัวลดลง
ในทางตรงกันข้าม เม็ดเงินได้ไหลเข้าสู่ "สินทรัพย์ปลอดภัย" และ "สินค้าโภคภัณฑ์" ราคาทองคำ พุ่งขึ้นกว่า 2.4% ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI และ BRENT ทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงเกือบ 9-10% มาอยู่ที่ระดับ 72 และ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามลำดับ โดยสาเหตุที่ราคาน้ำมันตอบสนองอย่างรุนแรง เนื่องจากอิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่ม OPEC (คิดเป็น 12% ของกลุ่ม) แต่สิ่งที่สำคัญกว่าปริมาณน้ำมันของอิหร่าน คือ "จุดยุทธศาสตร์" ที่อิหร่านควบคุมอยู่ นั่นคือ "ช่องแคบฮอร์มุซ" (STRAIT OF HORMUZ) ข้อมูลระบุชัดเจนว่า น้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปยังทวีปเอเชีย โดยมีประเทศจีนเป็นผู้นำเข้าหลักถึง 38% ตามด้วย อินเดีย 15%, เกาหลีใต้ 12% และญี่ปุ่น 11% หากช่องแคบนี้ถูกปิดล้อม จะถือเป็นเป็นผลกระทบหลักต่อระบบเศรษฐกิจเอเชีย-โลก
BLOOMBERG ECONOMICS ได้ประเมินผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบจากวิกฤตครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่:
1. BASE CASE (กรณีพื้นฐาน): หากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ แต่น้ำมันยังสามารถไหลเวียนได้ตามปกติ ราคาน้ำมันจะประคองตัวอยู่ที่ระดับประมาณ $60 ต่อบาร์เรล
2. RISK SCENARIO (กรณีมีความเสี่ยง): หากเหตุการณ์ลุกลามจนทำให้การส่งออกน้ำมัน "เฉพาะของอิหร่าน" หยุดชะงัก (IRANIAN OIL OUTAGE) ราคาน้ำมันมีโอกาสขยับขึ้นไปอยู่ที่กรอบ $70-$80 ต่อบาร์เรล
3. EXTREME SCENARIO (กรณีเลวร้ายที่สุด): หากความขัดแย้งบานปลายจนนำไปสู่ "การปิดช่องแคบฮอร์มุซ" (DISRUPTION TO HORMUZ) ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะยานอย่างรุนแรงจนทะลุระดับ $108-$110 ต่อบาร์เรล หรือสูงกว่านั้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน แต่จุดชี้ชะตาที่แท้จริงของเศรษฐกิจโลกในรอบนี้ จะอยู่ที่ว่าความขัดแย้งนี้จะลุกลามจนกระทบต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมันหลักของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ นักลงทุนจึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนและกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงเช่นนี้
สหรัฐฯ เปิดปฎิบัติการทางทหารในการร่วมมือกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน
ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน AYATOLLAH ALI KHAMENEI ถูกสังหาร หลังจากอิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่องโจมตีผู้นำและกองกำลังทหารของอิหร่าน โดยอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลและโดรนโจมตีทรัพย์สินและพันธมิตรของสหรัฐฯ ทั่วทั้งภูมิภาค โดยมุ่งเป้าไปที่อิสราเอล บาห์เรน คูเวต กาตาร์ โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และจอร์แดน
นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องจับตาคือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกประมาณ 30% ของน้ำมันโลกต้องผ่านที่นี่ หากมีการถูกปิดคาดจะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นทันที
จากสถิติในอดีตที่ผ่านมา การขึ้นแรงที่สุดของราคาน้ำมัน BRENT รายวัน มักเกิดจากปัญหาด้านอุปทานและความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยราคาน้ำมันมีการปรับตัวขึ้นแรงในสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ 3 ครั้งที่ผ่านมา ได้แก่ สงครามรัสเซีย–ยูเครนปี 2022 (ราคาน้ำมัน +8%) ความไม่สงบในลิเบียปี 2011 (ราคาน้ำมัน +6%) และสงครามรัสเซีย–จอร์เจียปี 2008(ราคาน้ำมัน +6%)
กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ แนะนำเน้นลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นของน้ำมันได้แก่ XLE US (DR: SPENGY80) คือ ETF ที่เน้นการลงทุนในหุ้นที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันในสหรัฐฯ อาทิ CHEVRON และ EXXON MOBIL อีกกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ กลุ่ม DEFENSE แนะนำ ITA US คือ ETF ที่เน้นการลงทุนในธุรกิจค้าอาวุธสงครามในสหรัฐฯ เป็นหลัก





