วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

‘บิ๊ก บจ.’ แห่ปันผลทะลุ 7.8 แสนล้าน จ่อทุบสถิติ ‘สูงสุดเป็นประวัติการณ์’ สภาพคล่องล้น ชะลอลงทุน

‘บิ๊ก บจ.’ แห่ปันผลทะลุ 7.8 แสนล้าน จ่อทุบสถิติ ‘สูงสุดเป็นประวัติการณ์’ สภาพคล่องล้น ชะลอลงทุน

‘บิ๊กบจ.’แห่ปันผลทะลุ 7.8 แสนล้านบาท จ่อสร้างสถิติ ‘สูงสุดเป็นประวัติการณ์’ สภาพคล่องล้น-ชะลอลงทุน เปิดโผ 3 กลุ่มครองแชมป์ “พลังงาน-ธนาคาร และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร”

แม้ว่าสถานการณ์ “สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก” กำลังเผชิญแรงกดดันจาก “ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” ที่มีแนวโน้มขยายเป็นวงกว้างและยืดเยื้อ

ดันนั้น ส่งผลให้ “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ตกอยู่ในภาวะ “ผันผวนแรง” สะท้อนผ่านดัชนี SET INDEX เปิดต้นสัปดาห์ (2 มี.ค. 2569) ดิ่งแรงเฉียด 61.75 จุด มาอยู่ที่ 1,466.51 จุด หรือลดลง 4.04% มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 113,077.79 ล้านบาท สะท้อนความกังวลของนักลงทุน

‘บิ๊ก บจ.’ แห่ปันผลทะลุ 7.8 แสนล้าน จ่อทุบสถิติ ‘สูงสุดเป็นประวัติการณ์’ สภาพคล่องล้น ชะลอลงทุน

ทว่าในสถานการณ์เปราะบาง แต่หนึ่งใน “เสน่ห์” ของตลาดหุ้นไทย คงต้องยกให้ “การจ่ายเงินปันผล” ที่นักลงทุนสถาบัน (กองทุน) ทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจ สะท้อนผ่าน ณ ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) ขนาดใหญ่ประกาศจ่าย “ปันผลปกติ” พ่วงด้วย “ปันผลพิเศษ” ดังนั้น แนวโน้มการจ่ายเงินปันผลในปี 2569 มีโอกาสพุ่งแตะระดับ “สูงสุดเป็นประวัฒิการณ์”

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังจะ “สร้างสถิติใหม่” ด้านการจ่ายเงินปันผลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยคาดมูลค่ารวมจะอยู่ที่ประมาณ 7.5-7.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 20% จากปีก่อนหน้า 

สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งของ “บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่” และกลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจอย่างมาก

สำหรับ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ครองสัดส่วนปันผลกว่า 60% ของทั้งตลาด หรือคิดเป็นมูลค่าราว 7.5 แสนล้านบาท ได้แก่

  • กลุ่มพลังงาน
  • กลุ่มธนาคาร
  • กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

โดยปัจจัยที่ทำให้ทั้ง 3 กลุ่มสามารถจ่ายปันผลได้โดดเด่นกว่ากลุ่มอื่น มาจากฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เติบโตดี และระดับหนี้สินต่อทุน (D/E) ที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ เมื่อเทียบกับหลายกลุ่มธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงลงทุนสูง

ขณะที่บริษัทจดทะเบียนจำนวนมากมีแนวโน้มปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล และขยายวงเงินซื้อหุ้นคืนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อในภาคธนาคารยังอยู่ในกรอบจำกัดเพียงราว 1%

รวมถึงวัฏจักรธุรกิจของหลายอุตสาหกรรมเริ่มชะลอตัว และเมื่อโอกาสขยายธุรกิจมีจำกัด บริษัทจึงเลือกคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นมากขึ้น เพื่อรักษาความน่าสนใจของหุ้นและสร้างเสถียรภาพราคาตลาด

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. จะมีการขึ้นเครื่องหมาย XD จำนวนมาก ซึ่งประเมินว่าจะกดดันดัชนีหุ้นไทยลดลงได้ราว 50 จุด จากแรงปรับฐานทางเทคนิค และนักลงทุนจะเริ่มได้รับเงินปันผลจริงในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนของทิศทางตลาดในระยะถัดไป

“ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือการนำเงินปันผลกลับมาลงทุนใหม่ โดยนักลงทุนไทยคาดว่าจะมีเม็ดเงิน 3 แสนล้านบาท ไหลกลับเข้าตลาดหุ้นจะเป็นแรงหนุนสำคัญ"

ขณะที่นักลงทุนต่างชาติคาดจะได้รับเงินปันผลราว 1-1.5 แสนล้านบาท โดยต้องจับตาว่าจะนำเงินออกนอกประเทศหรือไม่ ซึ่งตามสถิติในช่วงเดือน พ.ค.ค่าเงินบาทคาดอ่อนค่าจากแรงโอนเงินปันผลกลับต่างประเทศ

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทจดทะเบียนไทยทยอยประกาศจ่ายปันผลพิเศษจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีสถานะเงินสดแข็งแกร่งและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูง สะท้อนยุทธศาสตร์บริหารเงินทุนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอลง

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักมาจากสภาพคล่องส่วนเกินที่สะสมในงบดุลของหลายบริษัท เมื่อโอกาสขยายธุรกิจในระยะสั้นไม่ได้เติบโตเร็วอย่างที่คาด การเก็บเงินสดไว้มากเกินไปกลับสร้างต้นทุน และกดดันผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) บริษัทจึงเลือกคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นผ่านปันผลพิเศษ

สำหรับ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กำหนดให้ธนาคารรักษาระดับเงินกองทุนในระดับสูงเพื่อรองรับความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย และการเติบโตสินเชื่อไม่ได้ขยายตัวมาก การถือเงินสดส่วนเกินกลับกลายเป็นภาระต้นทุน

ดังนั้นธนาคารหลายแห่งจึงเลือกปรับโครงสร้างเงินทุน ผ่านการเพิ่มอัตราการจ่ายปันผล เพื่อให้ระดับเงินกองทุนสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับ ROE ให้กลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม

ขณะที่ ในกลุ่มสื่อสารและพลังงาน ADVANC มีกระแสเงินสดแข็งแรง หนี้ระดับต่ำ แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมสื่อสารปัจจุบันค่อนข้างจำกัด การจ่ายปันผลก้อนใหญ่จึงเปรียบเสมือนการบริหารทรัพยากรเงินสด เพื่อเปิดทางให้เงินทุนไหลไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูงกว่า เช่น โครงการ Data Center ของ GULF ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า บริษัทจดทะเบียนไทยมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผล โดยเฉพาะปันผลพิเศษ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอและโอกาสลงทุนใหม่ที่จำกัด

ทั้งนี้หลายบริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานแข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจที่ขยายตัวเพียง 1-2% ทำให้ไม่เห็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ให้ผลตอบแทนจูงใจ เมื่อเงินสดสะสมมากขึ้น บริษัทจึงเลือกคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นผ่านการจ่ายปันผลสูงขึ้น หรือใช้วิธีซื้อหุ้นคืนเพื่อเพิ่ม ROE และเสริมความน่าสนใจของราคาหุ้น

“กรณีกลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC เป็นตัวอย่างชัดเจน หลังโครงสร้างพื้นฐานขยายตัวเกือบเต็มพื้นที่ และการแข่งขันใบอนุญาตไม่รุนแรงเหมือนอดีต ส่งผลให้มีเงินสดส่วนเกินนำมาจ่ายปันผลได้มากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ภาพตลาดหุ้นไทยแตกต่างจากสหรัฐ โดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Amazon, Google และ Microsoft ยังเลือกนำเงินไปลงทุนหนักเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว มากกว่าการจ่ายปันผลสูงเช่นบริษัทไทยที่อยู่ในช่วงอิ่มตัวและขาดโอกาสลงทุนใหม่