‘บิ๊กบจ.’แห่ปันผลทะลุ 7.8 แสนล้านบาท จ่อสร้างสถิติ ‘สูงสุดเป็นประวัฒิการณ์’ สภาพคล่องล้น-ชะลอลงทุน เปิดโผ 3 กลุ่มครองแชมป์ “พลังงาน-ธนาคาร และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร”
แม้ว่าสถานการณ์ “สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก” กำลังเผชิญแรงกดดันจาก “ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” ที่มีแนวโน้มขยายเป็นวงกว้างและยืดเยื้อ
ดันนั้น ส่งผลให้ “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ตกอยู่ในภาวะ “ผันผวนแรง” สะท้อนผ่านดัชนี SET INDEX เปิดต้นสัปดาห์ (2 มี.ค. 2569) ดิ่งแรงเฉียด 61.75 จุด มาอยู่ที่ 1,466.51 จุด หรือลดลง 4.04% มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 113,077.79 ล้านบาท สะท้อนความกังวลของนักลงทุน
ทว่าในสถานการณ์เปราะบาง แต่หนึ่งใน “เสน่ห์” ของตลาดหุ้นไทย คงต้องยกให้ “การจ่ายเงินปันผล” ที่นักลงทุนสถาบัน (กองทุน) ทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจ สะท้อนผ่าน ณ ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) ขนาดใหญ่ประกาศจ่าย “ปันผลปกติ” พ่วงด้วย “ปันผลพิเศษ” ดังนั้น แนวโน้มการจ่ายเงินปันผลในปี 2569 มีโอกาสพุ่งแตะระดับ “สูงสุดเป็นประวัฒิการณ์”
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังจะ “สร้างสถิติใหม่” ด้านการจ่ายเงินปันผลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยคาดมูลค่ารวมจะอยู่ที่ประมาณ 7.5-7.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 20% จากปีก่อนหน้า
สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งของ “บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่” และกลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจอย่างมาก
สำหรับ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ครองสัดส่วนปันผลกว่า 60% ของทั้งตลาด หรือคิดเป็นมูลค่าราว 7.5 แสนล้านบาท ได้แก่
- กลุ่มพลังงาน
- กลุ่มธนาคาร
- กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
โดยปัจจัยที่ทำให้ทั้ง 3 กลุ่มสามารถจ่ายปันผลได้โดดเด่นกว่ากลุ่มอื่น มาจากฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เติบโตดี และระดับหนี้สินต่อทุน (D/E) ที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ เมื่อเทียบกับหลายกลุ่มธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงลงทุนสูง
ขณะที่บริษัทจดทะเบียนจำนวนมากมีแนวโน้มปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล และขยายวงเงินซื้อหุ้นคืนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อในภาคธนาคารยังอยู่ในกรอบจำกัดเพียงราว 1%
รวมถึงวัฏจักรธุรกิจของหลายอุตสาหกรรมเริ่มชะลอตัว และเมื่อโอกาสขยายธุรกิจมีจำกัด บริษัทจึงเลือกคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นมากขึ้น เพื่อรักษาความน่าสนใจของหุ้นและสร้างเสถียรภาพราคาตลาด
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. จะมีการขึ้นเครื่องหมาย XD จำนวนมาก ซึ่งประเมินว่าจะกดดันดัชนีหุ้นไทยลดลงได้ราว 50 จุด จากแรงปรับฐานทางเทคนิค และนักลงทุนจะเริ่มได้รับเงินปันผลจริงในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนของทิศทางตลาดในระยะถัดไป
“ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือการนำเงินปันผลกลับมาลงทุนใหม่ โดยนักลงทุนไทยคาดว่าจะมีเม็ดเงิน 3 แสนล้านบาท ไหลกลับเข้าตลาดหุ้นจะเป็นแรงหนุนสำคัญ"
ขณะที่นักลงทุนต่างชาติคาดจะได้รับเงินปันผลราว 1-1.5 แสนล้านบาท โดยต้องจับตาว่าจะนำเงินออกนอกประเทศหรือไม่ ซึ่งตามสถิติในช่วงเดือน พ.ค.ค่าเงินบาทคาดอ่อนค่าจากแรงโอนเงินปันผลกลับต่างประเทศ
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทจดทะเบียนไทยทยอยประกาศจ่ายปันผลพิเศษจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีสถานะเงินสดแข็งแกร่งและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูง สะท้อนยุทธศาสตร์บริหารเงินทุนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอลง
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักมาจากสภาพคล่องส่วนเกินที่สะสมในงบดุลของหลายบริษัท เมื่อโอกาสขยายธุรกิจในระยะสั้นไม่ได้เติบโตเร็วอย่างที่คาด การเก็บเงินสดไว้มากเกินไปกลับสร้างต้นทุน และกดดันผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) บริษัทจึงเลือกคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นผ่านปันผลพิเศษ
สำหรับ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กำหนดให้ธนาคารรักษาระดับเงินกองทุนในระดับสูงเพื่อรองรับความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย และการเติบโตสินเชื่อไม่ได้ขยายตัวมาก การถือเงินสดส่วนเกินกลับกลายเป็นภาระต้นทุน
ดังนั้นธนาคารหลายแห่งจึงเลือกปรับโครงสร้างเงินทุน ผ่านการเพิ่มอัตราการจ่ายปันผล เพื่อให้ระดับเงินกองทุนสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับ ROE ให้กลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม
ขณะที่ ในกลุ่มสื่อสารและพลังงาน ADVANC มีกระแสเงินสดแข็งแรง หนี้ระดับต่ำ แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมสื่อสารปัจจุบันค่อนข้างจำกัด การจ่ายปันผลก้อนใหญ่จึงเปรียบเสมือนการบริหารทรัพยากรเงินสด เพื่อเปิดทางให้เงินทุนไหลไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูงกว่า เช่น โครงการ Data Center ของ GULF ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า บริษัทจดทะเบียนไทยมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผล โดยเฉพาะปันผลพิเศษ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอและโอกาสลงทุนใหม่ที่จำกัด
ทั้งนี้หลายบริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานแข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจที่ขยายตัวเพียง 1-2% ทำให้ไม่เห็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ให้ผลตอบแทนจูงใจ เมื่อเงินสดสะสมมากขึ้น บริษัทจึงเลือกคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นผ่านการจ่ายปันผลสูงขึ้น หรือใช้วิธีซื้อหุ้นคืนเพื่อเพิ่ม ROE และเสริมความน่าสนใจของราคาหุ้น
“กรณีกลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC เป็นตัวอย่างชัดเจน หลังโครงสร้างพื้นฐานขยายตัวเกือบเต็มพื้นที่ และการแข่งขันใบอนุญาตไม่รุนแรงเหมือนอดีต ส่งผลให้มีเงินสดส่วนเกินนำมาจ่ายปันผลได้มากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม ภาพตลาดหุ้นไทยแตกต่างจากสหรัฐ โดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Amazon, Google และ Microsoft ยังเลือกนำเงินไปลงทุนหนักเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว มากกว่าการจ่ายปันผลสูงเช่นบริษัทไทยที่อยู่ในช่วงอิ่มตัวและขาดโอกาสลงทุนใหม่





