ความเคลื่อนไหว “ดัชนีหุ้นไทย” วานนี้ (2 มี.ค.2569) ร่วงแรง 61.75 จุด มาอยู่ที่ 1,466.51 จุด หรือลดลง 4.04% มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 113,077.79 ล้านบาท โดยพบว่า “นักลงทุนสถาบัน” (กองทุน) ขายสุทธิ -5,995.26 “บัญชี บล.” ขายสุทธิ -1,624.40 ล้านบาท “ต่างชาติ” ขายสุทธิ -656.51 ล้านบาท ส่วน “นักลงทุนทั่วไป” (รายย่อย) ซื้อสุทธิ +8,276.17 ล้านบาท สะท้อนความตื่นตระหนก หลังความตึงเครียดระหว่าง “อิหร่าน-สหรัฐ” มีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาหุ้นหลายตัวเริ่มตึงตัว เมื่อเผชิญปัจจัยลบทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งนักลงทุนจึงเร่งขายทำ “กำไร” และ “ลดความเสี่ยง” ส่งผลให้ตลาดปรับฐานรุนแรงกว่าปกติ
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้ออีก 2-3 สัปดาห์ กำลังกดดันบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเข้าสู่โหมด Risk-off อย่างชัดเจน ในระยะสั้นตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงขายจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
โดยจากสถิติในอดีตพบว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ ดัชนี S&P 500 มักปรับลดลงเฉลี่ยราว 1% ต่อวัน ขณะที่ หุ้นไทย มีแนวโน้มอ่อนตัว 1-2% ซึ่งสอดคล้องกับภาพล่าสุดที่ ตลาดหุ้นเอเชียและไทยปรับลดลงใกล้เคียงตลาดตะวันออกกลางราว 2%
สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิดคือความเสี่ยงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนกว่า 20-25% ของโลก หากเกิดการปิดจริง จะกระทบต่อราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ตลาดยังรอความชัดเจนจากท่าทีผู้นำสหรัฐฯ รวมถึงบทบาทของจีนและรัสเซีย ตลอดจนความเป็นไปได้ในการโต้กลับของอิหร่าน ซึ่งจะเป็นปัจจัย Overhang ต่อเนื่องอย่างน้อยในช่วง 6-7 เดือนข้างหน้า ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ
ขณะที่ ในเชิงพื้นฐาน หากราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะช่วยหนุนประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ตลาดหุ้นไทยเพิ่มราว 2 จุด โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน อาจทำให้ EPS จากระดับ 93 จุด ขยับขึ้นสู่ประมาณ 95 จุดได้ อย่างไรก็ดี กลุ่มขนส่งจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
“หากสถานการณ์ไม่ลุกลามถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือไม่มีการโจมตีรุนแรงที่บานปลาย ดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ที่บริเวณ 1,470 จุด หรือคิดเป็นการปรับฐานราว 3% ถือเป็นแนวรับสำคัญและเป็นจังหวะเหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการทยอยกลับเข้าสะสมหุ้น”
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง ประเมินว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีโอกาสยืดเยื้อราว 2-4 สัปดาห์ ตามสถิติความขัดแย้งใหญ่ในอดีต ซึ่งตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่โหมด Risk-off อย่างชัดเจน ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยเสี่ยงปรับฐานลึก 5-10% หากสถานการณ์บานปลาย
“ในเชิงสถิติ ราคาน้ำมันดิบมักปรับตัวขึ้นเฉลี่ยราว 9% ภายใน 1 สัปดาห์แรกของความขัดแย้ง และอาจเพิ่มขึ้นถึง 13% หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1 เดือน ขณะที่ดัชนี SET Index มักปรับฐาน 4-5% ภายในสัปดาห์แรกที่เกิดเหตุ”
ทั้งนี้ ประเมินกรอบดัชนีไว้ 2 กรณี ได้แก่ กรณี Base Case หากไม่มีการขยายวงรุนแรงและเริ่มเห็นสัญญาณเจรจา แนวรับอยู่ที่ 1,450-1,500 จุด และกรณีเลวร้าย หากสงครามรุนแรงกว่ารอบก่อนหน้า ดัชนีอาจปรับฐาน 5-10% ลงไปทดสอบระดับ 1,400 จุด
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลคือบทบาทของพันธมิตรอิหร่าน อย่าง จีนและรัสเซีย โดยเฉพาะจีนซึ่งนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านจำนวนมาก หากสหรัฐเข้าไปยึดน้ำมันหรือควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้ จะส่งผลกระทบต่ออำนาจต่อรองของจีนทันที ซึ่งต้องติดตามว่าจีนจะมีการสนับสนุนอิหร่านอยู่เบื้องหลังหรือไม่
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังอยู่ในวงจำกัด แม้จะมีกระแสข่าวว่าอาจยืดเยื้อ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งหากเป็นไปตามกรอบดังกล่าว ตลาดอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังถือเป็นวิสัยที่นักลงทุนพอรับมือได้
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อเป็นหลักเดือน จะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การค้า และแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนใหม่
โดยในระยะสั้น ตลาดการเงินอยู่ในภาวะ Risk-off ส่งผลให้กระแสเงินทุนต่างชาติชะลอการไหลเข้า หรือมีแรงขายบางส่วน แต่หากสถานการณ์มีความชัดเจนมากขึ้น เชื่อว่าเงินทุนมีโอกาสไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยตามปัจจัยพื้นฐานที่ยังแข็งแกร่งเมื่อเทียบในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ให้แนวรับไว้ที่ 1,500-1,470 จุด ประเมินแนวรับสำคัญไว้ 2 ระดับ ได้แก่ แนวรับแรกที่ 1,500 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,470 จุด ภายใต้สมมติฐานว่าสงครามไม่ขยายวงกว้างในระดับภูมิภาค หากสถานการณ์ไม่บานปลาย ดัชนีมีโอกาสฟื้นตัวได้เมื่อความเสี่ยงคลี่คลาย
“ในมุมพลังงานหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะกระทบต่อการขนส่งน้ำมันโลกราว 20% อย่างไรก็ตาม สำหรับไทยสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือนำเข้าก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนพลังงานในประเทศปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ปริมาณน้ำมันสำรองของไทยปัจจุบันประเมินว่าสามารถรองรับการใช้งานได้ประมาณ 2 เดือน ซึ่งถือว่าเพียงพอหากเหตุการณ์ยุติลงภายในไม่กี่สัปดาห์”
นอกจากนี้ ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ มองปฏิบัติการของสหรัฐ มีแนวโน้มจำกัดอยู่ที่การโจมตีทางอากาศ มากกว่าการส่งกำลังภาคพื้นดิน เนื่องจากการขยายความขัดแย้งอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยประเมินว่าในสัปดาห์นี้อาจเห็นความพยายามใช้แรงกดดันทางทหารเพื่อผลักดันให้เกิดการเจรจา มากกว่าปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย





