วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยภาคบ่ายดิ่งหนัก 41 จุด ผวา 'อิหร่าน' เมินเจรจา กังวลความขัดแย้งลากยาว

หุ้นไทยภาคบ่าย ณ วันที่ 2 มี.ค.2569 เวลา 14.45 น. ปรับลงแรง 41 จุด หรือ 2.68% อยู่ที่ 1,487.28 จุด โบรกเผย กังวลว่าสถานการณ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ อาจยืดเยื้อ หลังมีรายงานข่าวว่าอิหร่านยังไม่มีความประสงค์จะเจรจากับสหรัฐฯ ในขณะนี้

KEY POINTS

  • ดัชนีหุ้นไทยภาคบ่ายปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงกว่า 40 จุด โดยมีสาเหตุหลักจากปัจจัยความขัดแย้งในต่างประเทศ
  • นักลงทุนกังวลว่าสถานการณ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ อาจยืดเยื้อ หลังมีรายงานข่าวว่าอิหร่านยังไม่มีความประสงค์จะเจรจากับสหรัฐฯ ในขณะนี้
  • นักวิเคราะห์ชี้ว่าการปรับตัวลงเป็นผลจากแรงกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ประกอบกับการที่นักลงทุนบางส่วนขายทำกำไรหลังจากดัชนีปรับขึ้นมามากก่อนหน้านี้
  • ความตึงเครียดดังกล่าวส่งผลให้เกิดภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ทั่วโลก สะท้อนจากราคาทองคำและน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น และดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์สที่ร่วงลงหนัก

ความเคลื่อนไหวหุ้นไทยภาคบ่าย ณ วันที่ 2 มี.ค.2569 เวลา 14.45 น. ปรับลงแรง 40.98 จุด หรือ 2.68% อยู่ที่ 1,487.28 จุด มูลค่าการซื้อขาย 78,609.75 ล้านบาท

หุ้นไทยภาคบ่ายดิ่งหนัก 41 จุด ผวา 'อิหร่าน' เมินเจรจา กังวลความขัดแย้งลากยาว

วทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยภาคบ่ายวันนี้ร่วงแรงกว่า 40 จุด ท่ามกลางแรงขายที่ถาโถมเข้ามาหลังนักลงทุนกังวลว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ อาจยืดเยื้อ หลังมีรายงานข่าวจากบลูมเบิร์ก ระบุว่า อิหร่านยังไม่มีความประสงค์จะเจรจากับสหรัฐฯ ในขณะนี้ ทำให้ตลาดประเมินความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น
 

"การปรับตัวลงรุนแรงของตลาดหุ้นไทยครั้งนี้เป็นผลจากแรงกังวลต่อพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ ประกอบกับก่อนหน้านี้ดัชนีปรับขึ้นมามากพอสมควร ทำให้ระดับราคาหุ้นเริ่มตึงตัว และเมื่อมีปัจจัยลบเข้ามากระทบ นักลงทุนบางส่วนจึงตัดสินใจขายทำกำไร"

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดดังกล่าวยังทำให้สินทรัพย์สำคัญทั่วโลกเคลื่อนไหวรุนแรงในภาคบ่าย  โดยราคาทองคำพุ่งขึ้นราว 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากช่วงเช้าที่บวกเพียง 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดีดตัวแรงกว่า 9% ส่วนดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ส (Dow Jones Futures) ติดลบเกือบ 700 จุด สะท้อนภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ของนักลงทุนทั่วโลก

โดยการร่วงลงของดัชนีในรอบนี้มีลักษณะเป็นการปรับฐานมากกว่าวิกฤตรุนแรง หากอ้างอิงสถิติในอดีต เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน ตลาดมักปรับตัวลงต่อเนื่องราว 1 สัปดาห์ ก่อนจะทยอยฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์เริ่มมีความชัดเจน

ทั้งนี้ มองว่าสถานการณ์ไม่น่าบานปลายรุนแรง เนื่องจากหากราคาพลังงานพุ่งขึ้นมากเกินไป จะกระทบเงินเฟ้อและต้นทุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ จนอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวม

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนตั้งสติและไม่ตื่นตระหนก พร้อมมองการปรับฐานรอบนี้เป็น โอกาสมากกว่าวิกฤติ เนื่องจากในเชิงพื้นฐานเศรษฐกิจแล้ว ประเทศไทยแทบไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งดังกล่าว

“ช่วงตลาดผันผวน นักลงทุนควรประเมินพอร์ตการลงทุนของตนเอง กระจายความเสี่ยง และทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีในจังหวะที่ราคาปรับลง แทนการขายตามอารมณ์ตลาด”