ความเคลื่อนไหวหุ้นไทยภาคบ่าย ณ วันที่ 2 มี.ค.2569 เวลา 14.45 น. ปรับลงแรง 40.98 จุด หรือ 2.68% อยู่ที่ 1,487.28 จุด มูลค่าการซื้อขาย 78,609.75 ล้านบาท
วทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยภาคบ่ายวันนี้ร่วงแรงกว่า 40 จุด ท่ามกลางแรงขายที่ถาโถมเข้ามาหลังนักลงทุนกังวลว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ อาจยืดเยื้อ หลังมีรายงานข่าวจากบลูมเบิร์ก ระบุว่า อิหร่านยังไม่มีความประสงค์จะเจรจากับสหรัฐฯ ในขณะนี้ ทำให้ตลาดประเมินความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น
"การปรับตัวลงรุนแรงของตลาดหุ้นไทยครั้งนี้เป็นผลจากแรงกังวลต่อพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ ประกอบกับก่อนหน้านี้ดัชนีปรับขึ้นมามากพอสมควร ทำให้ระดับราคาหุ้นเริ่มตึงตัว และเมื่อมีปัจจัยลบเข้ามากระทบ นักลงทุนบางส่วนจึงตัดสินใจขายทำกำไร"
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดดังกล่าวยังทำให้สินทรัพย์สำคัญทั่วโลกเคลื่อนไหวรุนแรงในภาคบ่าย โดยราคาทองคำพุ่งขึ้นราว 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากช่วงเช้าที่บวกเพียง 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดีดตัวแรงกว่า 9% ส่วนดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ส (Dow Jones Futures) ติดลบเกือบ 700 จุด สะท้อนภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ของนักลงทุนทั่วโลก
โดยการร่วงลงของดัชนีในรอบนี้มีลักษณะเป็นการปรับฐานมากกว่าวิกฤตรุนแรง หากอ้างอิงสถิติในอดีต เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน ตลาดมักปรับตัวลงต่อเนื่องราว 1 สัปดาห์ ก่อนจะทยอยฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์เริ่มมีความชัดเจน
ทั้งนี้ มองว่าสถานการณ์ไม่น่าบานปลายรุนแรง เนื่องจากหากราคาพลังงานพุ่งขึ้นมากเกินไป จะกระทบเงินเฟ้อและต้นทุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ จนอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวม
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนตั้งสติและไม่ตื่นตระหนก พร้อมมองการปรับฐานรอบนี้เป็น โอกาสมากกว่าวิกฤติ เนื่องจากในเชิงพื้นฐานเศรษฐกิจแล้ว ประเทศไทยแทบไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งดังกล่าว
“ช่วงตลาดผันผวน นักลงทุนควรประเมินพอร์ตการลงทุนของตนเอง กระจายความเสี่ยง และทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีในจังหวะที่ราคาปรับลง แทนการขายตามอารมณ์ตลาด”





