โบรกมองตลาดหุ้นไทยส่อแววผันผวนระยะสั้น 4-6 สัปดาห์ ร่วง 5% แตะ 1,450 จุด หลังปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เข้ากดดัน ดันต้นทุนพลังงานเพิ่มกระทบกำไรหลักกลุ่มธุรกิจ ปิดสนามบินทำผู้ป่วยลดต้องบินอ้อม สวนทางกลุ่มพลังงานต้นน้ำและเดินเรือยังบวก
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "หุ้นไทย"เช้านี้เปิดร่วงสอดคล้องภูมิภาคที่ 1-2% ตามปัจจัยความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน กระทบต้นทุนราคาพลังงานกลุ่มธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับ หุ้นโรงพยาบาล BH, PR9, และ BDMS รวมถึงกลุ่มสายการบิน เบื้องต้นได้รับผลกระทบจากการปิดสนามบินในพื้นที่ความขัดแย้ง เป็นดาวน์ไซด์ต่อธุรกิจที่คาดว่าจำนวนผู้ป่วยจากตะวันออกกลางจะน้อยลง สวนทางกลุ่มพลังงานต้นน้ำ PTTEP และ PTT รวมถึงกลุ่มเดินเรือ RCL และ PSL ที่ยังมีกระแสเงินทุนไหลเข้า
“โดยรวมตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลกระทบระยะ 4-6 สัปดาห์ ทำให้แกว่งตัวทางลบได้ราว 5% จากราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และมีแนวรับอยู่ที่ 1,450 จุด แต่มองว่าผลกระทบที่ไทยต้องเผชิญยังน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอย่างเกาหลีและญี่ปุ่น นอกจากนี้ราคาหุ้นไทยยังถือว่าถูกกว่าตลาดอื่น ๆ หากสถานการณ์มีความแน่นอน กระแสเงินลงทุนน่าจะทำให้ตลาดฟื้นตัวกลับมาได้”
นอกจากนี้ บล.บัวหลวง ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นหลังสหรัฐฯ ยกระดับกดดันอิหร่าน กดดันบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์สหรัฐ ภายใน 10-15 วัน
จากสถิติสงคราม 4 ครั้งหลักในอดีต ทั้งอิรัก-คูเวต (1990), สหรัฐ-อิรัก (2003),รัสเซีย-ยูเครน (2022), อิหร่าน-อิสราเอล (2025) ราคาน้ำมันปรับขึ้นเฉลี่ยราว 9% เร่งตัวขึ้นใน 2 สัปดาห์แรก และ 13% ภายใน 1 เดือน
หากสงครามยังรุนแรง และอาจกดดัน SET ปรับฐาน 4-5% ในระยะ 1 เดือน และค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับขึ้นมา สวนทางกลุ่มพลังงานไม่รวมโรงไฟฟ้า กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มโรงพยาบาลที่ยังให้ผลตอบแทนเป็น ขณะที่กลุ่มธนาคารและค้าปลีกให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นลบแต่ยังมากกว่าตลาด
หุ้นกลุ่มพลังงานในตลาดหุ้นไทยมักจะบวกต่อเนื่องหลังเกิดสงครามโดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2% ภายใน 2 สัปดาห์ และ 22% หลังผ่านไป 6 เดือน
ในแง่ของกำไร หากราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น 10% จะทำให้กลุ่มพลังงานต้นน้ำไม่รวมโรงไฟฟ้า เช่น PTT PTTEP คาดมีกำไรเพิ่มขึ้น 20% จากกำไรสต็อกน้ำมัน จะหนุนกำไรสุทธิของ SET ราว 4% เนื่องจากกำไรกลุ่มพลังงานคิดเป็น 18% ของกำไร SET
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอื่นที่มีต้นทุนพลังงานอาจกระทบกำไรหลักลดลง 0.8% ทั้งนี้ กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดคาดว่าจะเป็นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, กลุ่มขนส่ง, และกลุ่มโรงไฟฟ้า
ทั้งนี้ ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสงครามจะจบเร็ว เนื่องจากโครงสร้าง IRGC ที่มีอิสระสูง แม้ผู้นำสูงสุดเสียชีวิต ระบบการตัดสินใจยังเดินต่อได้ และยังมีเลบานอน เยเมน อิรัก ที่สามารถยืดความขัดแย้ง ประกอบกับความไม่แน่นอนของการสืบทอดอำนาจ ซึ่งอาจกระตุ้นสายเหยี่ยวให้เร่งแสดงท่าทีแข็งกร้าว”
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนไม่ตื่นตระหนก แต่ยังไม่เปิดรับความเสี่ยงเต็มพอร์ต ควรรอดูสัญญาณที่ชัดเจนจากปัจจัยราคาน้ำมันจากประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ ท่าที IRGC เป็นตัวชี้วัดหลักของทิศทางตลาดในเดือนมีนาคม และท่าทีของสหรัฐ-พันธมิตร vsกลุ่ม GGC
แนะนำหุ้นกลุ่มที่ได้อานิสงส์ระยะสั้น กลุ่มพลังงาน / ปิโตรเคมี: PTT, PTTEP, TOP, BCP, IVL, PTTGC, และ IRPC มีโอกาสขึ้นแรงได้ แต่อาจมีพักฐาน ไม่ควรไล่ราคา ด้านกลุ่มที่ต้องระวังได้แก่กลุ่มโรงไฟฟ้า (ต้นทุนก๊าซ) GPSC, EGCO สายการบิน / ท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นยุโรป THAI, AAV, BA, และ MINT จากต้นทุนน้ำมันและการบินอ้อมที่ไกลขึ้น





