วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม 2569

Login
Login

“TFEX” ปรับกลยุทธ์เพิ่มโปรดักต์ระยะสั้น ประเดิม “มินิโกลด์” 1 ออนซ์ครึ่งปีหลัง 69

“TFEX” ปรับกลยุทธ์เพิ่มโปรดักต์ระยะสั้น ประเดิม “มินิโกลด์” 1 ออนซ์ครึ่งปีหลัง 69

ท่ามกลางตลาดหุ้นไทยพลิกเข้าสู่ตลาด Bull Market ส่งผลทำให้สภาพคล่องการซื้อขายกลับมาคึกคักด้วยวอลุ่มเฉลี่ย 5.6 หมื่นล้านบาทต่อวันและยังแรงซื้อดันบางช่วงแตะ 1 แสนล้านบาทต่อวันได้อีกด้วย จนทำให้ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนฟื้นกลับมายังตลาดหุ้นไทย

หากปี 2569 ภาพตลาดหุ้นพลิกกลับมาฟื้นตัวโดดเด่นแล้ว ตลาด TFEX ยังมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงการบริหารงานผ่านผู้บริหารคนใหม่ “ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TFEX และแผนงานมุ่งเน้นเพิ่มโอกาสและให้นักลงทุนเข้าถึงโปรดักส์ TFEX ได้ง่ายขึ้น

จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็น “โปรดักส์ที่เข้าใจยาก”  และ “เข้าถึงลำบาก” ทำให้ทีมผู้บริหารและทีมงาน TFEX ต้องนำโจทย์ดังกล่าวมาปรับในการทำงาน และต้องการเปลี่ยนภาพจำ TFEX ว่าเป็นเครื่องมือสำหรับ “การเก็งกำไร” (Speculation) เท่านั้นผ่านโปรดักส์ใหม่ให้เหมาะสมกับการลงทุน ประเมินความเสี่ยงเรื่อง Leverage และ Margin ที่ต้องคำนึกถึงและย้ำให้เห็นว่าสามารถนำไป "เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่จำเป็นสำหรับนักลงทุนได้ทุกคน"

“เปรียบเทียบสินค้าด้านตลาดหุ้นเป็นดินสอสร้างเวลท์ สร้างพอร์ตการลงทุนด้วยธีมและกลยุทธ์ต่างๆ ส่วนโปรดักส์ใน TFEX เป็นยางลบ เพื่อใช้เมื่อลงทุนผิดทางหรือไม่เป็นไปตามกลยุทธ์หรือเป้าหมาย เหมือนเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ควรมีไว้ แต่จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ หากใช้ประโยชน์ทำให้สามารถบริหารความเสี่ยงและบริหารเวลท์คาดหวังได้มีประสิทธิภาพไม่ใช่แค่เครื่องไว้เก็งกำไรเท่านั้น เป็นการเพิ่มโอกาสการลงทุน”

“TFEX” ปรับกลยุทธ์เพิ่มโปรดักต์ระยะสั้น ประเดิม “มินิโกลด์” 1 ออนซ์ครึ่งปีหลัง 69

ปัจจุบันโปรดักส์ TFEX ด้านหุ้นส่วนใหญ่ 70 -80 % ทั้ง SET 50 Index Futures & Options ,Single Stock Futures , Sector Index Futuresขณะที่สินค้า Non Equityสินค้ากลุ่มโลหะมีค่า (Precious Metals) อยู่ที่ประมาณ 20-30 %

โดยมีสินค้า Gold Online Futures เป็นผลิตภัณฑ์ “เรือธง” ที่ได้รับความนิยมสูงมาก เนื่องจากใช้อ้างอิงราคาเป็นดอลลาร์(US Dollar)ต่อออนซ์ตามราคาตลาดโลก แม้ราคาที่ใช้เสนอซื้อขายจะเป็นดอลลาร์ แต่เวลาชำระราคา (Settlement)จะคำนวณเป็นเงินบาท

ส่วน Silver Online Futures เปิดตัวมาสักพักแต่เพิ่งมาได้รับความนิยมและมีวอลุ่มเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจากราคามีความผันผวนสูง ทำให้นักลงทุนหันมาใช้ในการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น

ขณะที่ Currency Futures อยู่ที่ USD Futures เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากปัจจุบันนักลงทุนไทยนิยมไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศหรือกองทุนต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เงินดอลลาร์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ช่วงที่ผ่านมาผลตอบแทนจากการลงทุนต่างประเทศจะได้ผลตอบแทนสูง

“การใช้โปรดักส์เพื่อบริหารความเสี่ยง Currency Futures มีตัวอย่าง การลงทุนต่างประเทศมีกำไรจากพอร์ตหุ้น 10% แต่หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจาก 33 บาทต่อดอลลาร์ เป็น 30-31 บาทต่อดอลลาร์ กำไรที่ได้มาอาจหายไปทั้งหมดเมื่อแลกกลับเป็นเงินบาท แต่สามารถใช้ USD Futuresใน TFEX เพื่อ “Fixราคา” หรือล็อกอัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้าได้ ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการแข็งค่าของเงินบาท และทำให้ผลกำไรจากการลงทุนในต่างประเทศยังคงอยู่ครบถ้วน”

นอกจากนี้ยังมีโปรดักส์ Options เป็นการซื้อประกันความเสี่ยงเปรียบเสมือนการ “ซื้อประกัน”โดยจ่ายค่าพรีเมียม" (Premium) เพื่อล็อกราคาส่งมอบไว้ เช่น ค่าเงินบาทแข็งค่าทำให้เสียโอกาสผลตอบแทยแต่ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์หากค่าเงินเคลื่อนไหวในทิศทางที่ต้องการ เป็นต้นซึ่งที่ผ่านมามีการปรับปรุงช่วงราคาใช้สิทธิของให้แคบลง เพื่อให้นักลงทุนสามารถเลือกใช้และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตามโปรดักส์ในปัจจุบันถือว่ายังไม่เพียงพอต้องเพิ่มเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่ผันผวน มีเป้าหมายต้องการให้นักลงทุน "ลงทุนได้ง่ายขึ้นเพื่อนำไปใช้บริหารความเสี่ยง" โดยไม่จำเป็นต้องใช้วงเงินลงทุนสูงแต่ "พอร์ตเล็กก็ลงทุนได้" ดังนั้นโปรดักส์ที่ออกมาจึงเน้นลดระยะสัญญาให้สั้นลง

ปี 2569 มีแผนที่จะออกสินค้าใหม่ “Mini Gold” จากเดิมอ้างอิงที่ราคา 10 ออนซ์และ 5 ออนซ์ จะลดทอนเหลือ 1 ออนซ์  คาดว่าจะสามารถเปิดซื้อขายภายในครึ่งปีหลัง 2569 ซึ่งสามารถนำไปขยายในสินค้าเช่น silver หรือการพิจารณาออก Copper หรือ Platinum ในอนาคต

“TFEX” ปรับกลยุทธ์เพิ่มโปรดักต์ระยะสั้น ประเดิม “มินิโกลด์” 1 ออนซ์ครึ่งปีหลัง 69

รวมทั้งยังยู่ระหว่างศึกษา Short-dated Options หรือสัญญาลงทุนระยะสั้นจะมีการออกสัญญาแบบรายสัปดาห์ (Weekly)หรือรายเดือน (Monthly)เพื่อให้เหมาะกับการบริหารความเสี่ยงระยะสั้น เช่น ลงทุนเน้นธีมช่วงเลือกตั้ง ซึ่งช่วยให้ค่าพรีเมียมของ Options ถูกลงและลงทุนได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทั้งการลดต้นทุนถือครอง Spot-like Futures เป็นสัญญาฟิวเจอร์สที่ทำให้ราคาเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบัน (Spot) มากขึ้น หรือการนำ Strategy Builder มาช่วยลงทุนเป็นแพลตฟอร์มที่จะออกแบบกลยุทธ์ Option ได้ง่ายขึ้น เช่น การป้องกันความเสี่ยงขาลงพร้อมกับกำหนดขอบเขตกำไรขาบน เป็นต้น

“ตรีวิทย์” ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่าเป้าหมายของTFEX ในปีนี้ ไม่ได้ตั้งตัวเลขต้องกลับไปมีสัญญาซื้อขายสูงสุดในอดีตที่ทำได้ 6 แสนสัญญา แต่ต้องการวัดจากนักลงทุนทุกกลุ่มสามารถเข้ามาใช้โปรดักส์ได้ภายใต้ความเชื่อมั่นการลงทุน ด้วยสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ

ทั้งนักลงทุนรายย่อย และสถาบัน และเพิ่มฐานนักลงทุนให้มากขึ้นเพราะเมื่อเทียบกับบัญชีซื้อขายหุ้นที่มีอยู่ 4 ล้านบัญชี บัญชีใน TFEX กลับไม่ถึง 10 % จึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะทำให้นักลงทุนที่ลบภาพเดิมจะลงทุนต้องเก่งเทคนิค มีความเชี่ยวชาญเก็งกำไรจึงจะเข้ามาลงทุนได้เท่านั้น

“ TFEX เปิดดำเนินการมาแล้ว 20 ปี ตั้งแต่ปี 2549 มีนักลงทุนรายย่อยประมาณ 60% และเป็นตลาดอนุพันธ์อันดับ 2 ในอาเซียนรองจากตลาดล่วงหน้าสิงคโปร์ SGX แม้จำนวนสัญญารวมในปี 2568 ที่ผ่านมาจะลดลงเหลือประมาณ 410,000 สัญญาต่อวันเนื่องจากสภาวะตลาดหุ้น  หากสามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์และขยายฐานนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง มีศักยภาพที่จะขยายปริมาณสัญญาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในระยะถัดไป และเข้าใกล้ระดับของตลาดอย่างไต้หวันหรือสิงคโปร์ที่มีปริมาณการซื้อขายราว 200-300 ล้านสัญญาต่อปี”