วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม 2569

Login
Login

อิหร่านระอุ! เขย่าตลาดหุ้นโลก ลุ้นน้ำมันแตะ 75 ดอลลาร์ จับตาเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านระอุ! เขย่าตลาดหุ้นโลก ลุ้นน้ำมันแตะ 75 ดอลลาร์ จับตาเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกระเพื่อมสู่ตลาดการเงินทั่วโลก หลังสถานการณ์ในอิหร่านทวีความตึงเครียดและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเรื่องทิศทางอำนาจทางการเมือง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวไม่เพียงกดดันสินทรัพย์เสี่ยงแต่ยังจุดชนวนความกังวลว่าราคาน้ำมันที่อาจพุ่งแรง เมื่อเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซในการขนส่งด้านพลังงานของโลก

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า ภาพรวมเหตุการณ์ในครั้งนี้มีความซับซ้อนกว่าหลายเหตุการณ์ในอดีต ทำให้ตลาดหุ้นมีแนวโน้มผันผวนหนักในระยะสั้น ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) อาจขยับเข้าใกล้ระดับ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความขัดแย้งยืดเยื้อ 

นายเกษม พันธ์รัตนมาลา ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า นักลงทุนต้องจับตาสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรงอย่างใกล้ชิด หลังจากที่อิหร่านเปิดฉากตอบโต้ขยายวงไปยังหลายประเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นตลาดทุนและราคาพลังงานโลกที่ผันผวนแรงตามกระแสข่าว

ทั้งนี้ พัฒนาการล่าสุดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานว่า อิหร่านได้เริ่มตอบโต้ไปยังประเทศในตะวันออกกลางหลายแห่ง อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, คูเวต และ บาห์เรน

ส่งผลให้สายการบินระหว่างประเทศจำนวนมากตัดสินใจระงับเที่ยวบินในเส้นทางที่เกี่ยวข้องเพื่อความปลอดภัย

นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดจับตาคือ รายงานการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด "อายะตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี" ของอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางสถานการณ์ แม้ความตึงเครียดอาจไม่จบลงทันที เนื่องจากยังต้องประเมินท่าทีของอิหร่านว่าจะมีการตอบโต้เพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากข่าวดังกล่าวได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายเร็วกว่าที่คาด

สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้น ขณะนี้มีความผันผวนสูงจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อย่างไรก็ดี หากความรุนแรงเริ่มคลี่คลายและมีสัญญาณการเจรจา ตลาดหุ้นมีโอกาสกลับมารีบาวด์ได้ทันที เนื่องจากก่อนหน้านี้ตลาดได้สะท้อนความกังวลสะสมไปพอสมควรแล้ว หากสงครามยุติเร็วกว่าคาด การปรับฐานอาจไม่รุนแรงอย่างที่วิตก

"ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งขึ้นทันทีจากอุปทานที่หายไปจากตลาดโลก"

ทั้งนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง แนะนำกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นควรรอดูสถานการณ์เพื่อรอความชัดเจน กรณีเมื่อตลาดปรับตัวลดลงแรง ให้พิจารณาเลือกซื้อหุ้นในกลุ่ม Defensive หรือกลุ่มที่มีความต้านทานต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจสูง เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

นอกจากนี้ทิศทางตลาดหุ้นในระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยเฉพาะท่าทีการตอบโต้เพิ่มเติมของอิหร่าน และความคืบหน้าในการเปิดโต๊ะเจรจา ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางทั้งตลาดทุนและราคาพลังงานโลกในช่วงต่อจากนี้

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอิหร่าน มีแนวโน้มสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยตลาดกำลังจับตาการเปลี่ยนผ่านอำนาจและท่าทีของอิหร่านต่อสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาน้ำมันและตลาดหุ้นในระยะถัดไป

ทั้งนี้สถานการณ์ในอิหร่านมีความซับซ้อนมากกว่ากรณีของเวเนซุเอลา ซึ่งในอดีตการเปลี่ยนผ่านผู้นำและปฏิบัติการทางการทหารเกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็วและนำไปสู่ความสงบในระดับหนึ่ง แต่ในกรณีอิหร่านโครงสร้างอำนาจมีความละเอียดอ่อน โดยเฉพาะตำแหน่งผู้นำสูงสุดอย่าง อายะตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี ซึ่งเป็นผู้นำจิตวิญญาณที่มีสถานะเหนือฝ่ายบริหาร และไม่มีทายาททางการเมืองที่ชัดเจน จึงเพิ่มความไม่แน่นอนต่อทิศทางประเทศหลังยุคผู้นำคนปัจจุบัน

นอกจากนี้ ตลาดกำลังประเมินว่า อิหร่านจะเลือกแนวทางโอนอ่อนต่อสหรัฐฯ คล้ายกรณีเวเนซุเอลา หรือจะเกิดการชิงอำนาจภายในและตอบโต้เชิงรุก โดยเฉพาะความเสี่ยงในการ "ปิดช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้อ คาดว่า ราคาน้ำมันดิบ WTI อาจปรับขึ้นสู่ระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent มีโอกาสแตะ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจุบันตลาดประเมินราคาน้ำมันเฉลี่ยไว้เพียง 60-65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดังนั้น หากราคาทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง จะกลายเป็น “อัพไซด์” ต่อกลุ่มพลังงานในตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ตาม แม้กรณีเวเนซุเอลาสถานการณ์จะจบลงเร็ว แต่ราคาน้ำมันไม่ได้ปรับตัวลดลงแรง สะท้อนว่าปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์สามารถสร้างแรงหนุนต่อราคาพลังงานได้ต่อเนื่อง

"กลุ่มได้ประโยชน์ กลุ่มพลังงาน ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง กลุ่ม Defensive กลุ่มโรงไฟฟ้าและหุ้นปันผลสูงที่ไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมัน เช่น EGCO และ RATCH ส่วนกลุ่มได้รับผลกระทบเชิงลบ กลุ่มที่ต้องนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางหรือเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้าหรืออุตสาหกรรมที่มีต้นทุนผันแปรตามราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งอาจเห็นการปรับตัวของราคาหุ้นน้อยกว่ากลุ่มอื่นเนื่องจากกังวลเรื่องผลประกอบการ"

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ระยะสั้น แนะนำว่า นักลงทุนยังไม่ต้องรีบร้อน เนื่องจากความผันผวนสูงทำให้การตัดสินใจทำได้ยาก โดยเฉพาะการไล่ซื้อหุ้นกลุ่มน้ำมันที่อาจปรับตัวขึ้นแรงไปแล้ว ซึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือ สถานการณ์ในอิหร่านจะ "ยืดเยื้อ" หรือ "จบเร็ว" หากจบเร็ว ราคาน้ำมันมีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการบริโภคและหุ้นกลุ่มอื่นในภาพรวม แต่หากยืดเยื้อ ความผันผวนในตลาดการเงินโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น