ภายหลังมีรายงานผ่านระบบแจ้งข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นใน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) โดย UBS AG เข้าซื้อหุ้นใน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) ล็อตใหญ่จากเครือซีพี ถูกนักวิเคราะห์ในตลาดทุนมองเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมและศักยภาพการเติบโตของบริษัทในระยะกลาง–ยาว
แหล่งข่าวจากนักวิเคราะห์ ประเมินว่า การเข้าลงทุนของสถาบันการเงินระดับโลก สะท้อนมุมมองเชื่อมั่นต่อโครงสร้างตลาดโทรคมนาคมไทย หลังการควบรวมกิจการในปี 2566 ทำให้การแข่งขันด้านราคาลดความรุนแรงลง อุตสาหกรรมเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยว Synergy ทั้งด้านต้นทุนโครงข่ายและค่าใช้จ่าย ส่งผลให้แนวโน้ม EBITDA และกระแสเงินสดมีเสถียรภาพมากขึ้น
โดยแหล่งข่าวนักวิเคราะห์ ระบุว่า “โครงสร้างตลาดวันนี้ชัดเจนขึ้น ซึ่งการลงทุนซ้ำซ้อนลดลง คุณภาพ "กำไร" มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม จึงเป็นจังหวะที่สถาบันขนาดใหญ่เริ่มกลับมาให้น้ำหนัก”
อีกปัจจัยที่ตลาดให้น้ำหนักคือทีมบริหาร โดยเฉพาะ “ซิกเว่ เบรกเก้” ซึ่งมีประสบการณ์บริหารธุรกิจโทรคมนาคมระดับสากล และมีความเชี่ยวชาญด้านการผสานองค์กรหลังควบรวม ช่วยลดความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการและเร่งการรับรู้ Synergy
ขณะเดียวกัน วิสัยทัศน์ของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ที่วาง TRUE เป็นแกนกลาง Digital Ecosystem ครอบคลุม 5G, Data, Cloud และบริการดิจิทัล ถูกมองว่าเป็นจุดแข็งระยะยาวที่ช่วยขยายกรอบการเติบโตเกินกว่าธุรกิจโทรคมนาคมแบบดั้งเดิม
แหล่งข่าวนักวิเคราะห์ ประเมินว่า หุ้นกลุ่ม Telecom ไทยยังซื้อขายที่ระดับ Valuation มีส่วนลดเมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาค หาก TRUE สามารถแสดงการเติบโตของกำไรและกระแสเงินสดได้ต่อเนื่อง โอกาส Re-rating ยังเปิดกว้าง
ตลาดมองดีลนี้เป็นสัญญาณความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมและศักยภาพการบริหาร มากกว่าปัจจัยเชิงลบระยะสั้น พร้อมประเมินว่าทิศทางราคาหุ้นในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการและความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นสำคัญ





