ภาวะตลาดหุ้นไทยกลับมามีความหวังอีกครั้ง หลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นมาดัชนีทะลุระดับ 1,500 จุด นำไปสู่ความคาดหวังสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และตลาดทุนไทยสามารถแข่งขันตลาดทุนต่างประเทศได้
นายอัสสเดช คงศิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวในหัวข้อ“THAILAND'S SUSTAINOMY Context : Capturing New Growth and Mitigating Unprecedented Risks” ในงาน FUTURE READY 2026 จัดโดย BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) ถึงทิศทางและบทบาทของตลาดทุนไทย
โดยระบุว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เริ่มเห็นกระแสเงินทุน (Fund Flow) ไหลกลับเข้ามาในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของนักลงทุน ต่อศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกัน การที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงวานนี้ ยังถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยบางส่วนด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ จากการหารือกับนักลงทุนต่างประเทศ พบว่าประเด็นหลักที่นักลงทุนคาดกับประเทศไทยจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมั่นคง ผลักดันนโยบายที่ดี ชัดเจน ต่อเนื่องและยั่งยืนได้
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมั่นว่าความยั่งยืน (Sustainability) และความต่อเนื่อง (Continuity) ของนโยบายการลงทุนเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่านักลงทุนเริ่มให้คุณค่ากับความหวังในความต่อเนื่องนี้
“เรามองว่า มีรัฐบาลยั่งยืน คงไม่ใช่คำตอบเดียว ฝั่งของตลาดทุนไทย ต้องมีปัจจัยพื้นฐานยั่งยืนด้วย ในฝั่งของตลาดทุนไทยต้องมีสินทรัพย์ที่ยั่งยืน คือ บจ.ที่เติบโตอย่างยั่งยืนเช่นกัน”
ยกระดับบริษัทจดทะเบียนด้วยกลยุทธ์ ESG
ในด้านการขับเคลื่อนความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ให้ความสำคัญกับมิติ "Planet" โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้สามารถปรับตัวรับเกณฑ์การวัดผลและข้อบังคับด้านการลดคาร์บอน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีความจำเป็นต้องเข้าถึงแพลตฟอร์มช่วยเหลือด้านความยั่งยืน เนื่องจากมองว่าพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบจ.และการเติบโตอย่างยั่งยืน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดกระแสเงินทุนให้ไหลกลับเข้ามาอย่างถาวร
เปิดแผน "SET Path" สู่โอกาสที่เท่าเทียม
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดภารกิจใหม่ภายใต้ชื่อ "SET Path"เพื่อเป็น "Trusted Gateway to Inclusive Opportunities"หรือทางเชื่อมที่น่าเชื่อถือสู่โอกาสการลงทุนสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อย สถาบัน หรือต่างชาติ โดยมีลำดับความสำคัญ (Priorities) 4 ด้านหลัก ดังนี้
1. Infrastructure: รักษามาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนให้มีความมั่นคงสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าการซื้อขายหุ้นและระบบการชำระเงินมีความถูกต้องแม่นยำ 100%
2. Empowering Market Participants: เสริมสร้างศักยภาพให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งบริษัทจดทะเบียนและนักลงทุน ให้มีเครื่องมือที่เหมาะสมในการตัดสินใจและบริหารจัดการการลงทุน
3. Trusted Marketplace: มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใส (Trust and Confidence) หลังจากที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือในบางบริษัท โดยจะเชื่อมโยงมาตรฐานนี้เข้ากับหลักการ ESG อย่างเข้มงวด
4. People who Transform: พัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศเพื่อรองรับแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวและช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
"เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นกลไกที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ คือซื้อหุ้นต้องได้หุ้น ขายหุ้นต้องได้เงิน และต้องเป็นตลาดที่ทุกคนเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน"
สำหรับทิศทางการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดย นายอัสสเดช เน้นย้ำถึงค่านิยมหลักคือ “Collaboration" หรือความร่วมมือ ระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างความต่อเนื่องและยั่งยืนให้กับตลาดทุนไทย ท่ามกลางความคาดหวังของผู้ร่วมตลาดที่ต้องการเห็นการเติบโตของดัชนีและการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ
ชี้แจงบทบาท "ต้นน้ำ" ด้านการกำกับดูแล
ในประเด็นด้านการกำกับดูแลและบทลงโทษกรณีเกิดเหตุการณ์ผิดปกติในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น ทาง ตลท. ระบุว่าแม้หน่วยงานจะถูกคาดหวังให้ดำเนินการลงโทษอย่างรวดเร็ว แต่โดยข้อเท็จจริง ตลท. ทำหน้าที่เป็น "ต้นน้ำ"ในการรวบรวมและส่งต่อข้อมูลให้กับสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป ซึ่งความร่วมมือในจุดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และสร้างความร่วมมือกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนไทยด้วยเช่นกัน
ผลักดันโครงการ "Jump Plus" ยกระดับ บจ. ไทย
แน่นอนว่า การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่า ปัจจัยพื้นฐานด้านผลประกอบการเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จึงได้เปิดตัวโครงการ "Jump Plus"เพื่อสนับสนุนให้ บจ. สามารถเพิ่มศักยภาพของตนเองได้ โดยอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่
สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ สนับสนุนการจัดทำบทวิเคราะห์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเชิงลึก ,กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF)สนับสนุนงบประมาณและที่ปรึกษาเฉพาะทาง และยังมีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ ให้คำปรึกษาเจาะลึกตามความเหมาะสมของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม
สร้างความเชื่อมั่นผ่านสินทรัพย์คุณภาพใหม่
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมุ่งเน้นการสนับสนุนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ (IPO) เพื่อเพิ่มทางเลือกและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ระบบ โดยย้ำว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันจะช่วยให้ประเทศไทยมีความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"ความร่วมมือคือกลไกที่สำคัญที่สุด หากเราต้องการเดินหน้าต่อให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งจะทำให้ภาพรวมของตลาดทุนไทยมีความหวังและทิศทางที่ชัดเจนขึ้น"





