หุ้น M ปรับตัวลดลง 7.14% โบรกเผยผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ที่มีกำไรสุทธิเพียง 103 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เกือบ 50% และลดลง 71% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า กำไรที่ลดลงเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นจากการทำโปรโมชั่นบุฟเฟต์ เพื่อแข่งขันใน "สมรภูมิสุกี้" ที่มีการแข่งขันด้านราคารุนแรง โดยเฉพาะกับคู่แข่งอย่างสุกี้ตี๋น้อย
KEY POINTS
- หุ้น M หรือ บมจ. เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ปรับตัวลดลง 7.14% ในการซื้อขายภาคเช้าวันที่ 27 ก.พ. 2569
- สาเหตุหลักมาจากผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ที่มีกำไรสุทธิเพียง 103 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เกือบ 50% และลดลง 71% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- กำไรที่ลดลงเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นจากการทำโปรโมชั่นบุฟเฟต์ เพื่อแข่งขันใน "สมรภูมิสุกี้" ที่มีการแข่งขันด้านราคารุนแรง โดยเฉพาะกับคู่แข่งอย่างสุกี้ตี๋น้อย
ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 27 ก.พ.2569 เวลา 10.10 น. หุ้น M หรือ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วง 7.14% ลดลง 1.70 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 22.10 บาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และ นักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ราคาหุ้น M ปรับตัวลดลงแรง หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เกือบ 50% ส่งผลให้ราคาหุ้นตอบรับเชิงลบทันที โดยบริษัทมีกำไรสุทธิไตรมาส 4/68 อยู่ที่เพียง 103 ล้านบาท ลดลง 71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 55% จากไตรมาสก่อนหน้า
ทั้งนี้ สาเหตุหลักของกำไรที่หดตัว มาจากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะแคมเปญโปรโมชั่นบุฟเฟต์ เพื่อกระตุ้นยอดขายท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งธุรกิจสุกี้กำลังเผชิญสงครามราคาอย่างหนัก หรือที่ถูกเรียกว่า สมรภูมิสุกี้ โดยเฉพาะการแข่งขันกับแบรนด์อย่าง สุกี้ตี๋น้อย ซึ่งประกาศชัดพร้อมเดินหน้าสู้เต็มที่ ทำให้แรงกดดันต่ออัตรากำไรของผู้เล่นในอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับสูง
"ยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน เนื่องจากการแข่งขันด้านราคายังไม่มีทีท่าจะยุติในเร็ววัน อีกทั้งตัวเลขกำไรที่ออกมาต่ำกว่าคาดมาก อาจนำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไร ลงอีกในระยะถัดไป ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนควรระมัดระวัง"
สำหรับนักลงทุนที่สนใจหุ้นในกลุ่มอาหาร แนะนำให้พิจารณาทางเลือกอื่นอย่าง CENTEL ซึ่งมีความหลากหลายของธุรกิจมากกว่า โดยมีทั้งธุรกิจอาหารและธุรกิจโรงแรม ซึ่งความหลากหลายดังกล่าวจะช่วยกระจายความเสี่ยง และอาจมีความน่าสนใจมากกว่าในภาวะตลาดที่การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารยังรุนแรง




