นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยยุทธศาสตร์ปี 2569 ว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้โตแบบก้าวกระโดด 10-15% ปัจจัยบวกสำคัญมาจากยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาดระดับสากล โดยโรงไฟฟ้าสหรัฐ Jackson และธุรกิจ Digital Infrastructure เป็นหัวหอกหลัก พร้อมรับรู้รายได้พิเศษจากโครงการลมแม่โขงในเวียดนามตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 นี้
โดย มีหัวหอกหลักคือ “ธุรกิจโรงไฟฟ้า” โครงการ โรงไฟฟ้า Jackson ในสหรัฐ ที่คาดจะสร้างกำไรส่วนเพิ่มได้ถึง 600-700 ล้านบาทในปีนี้ ผลจากค่า Capacity Payment ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลของกลุ่ม Data Center ในตลาด PJM ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 อัตราค่าตอบแทนจะพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 329 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน
นอกจากนี้ ไตรมาสแรกปี 2569 บริษัทยังมีลุ้นบันทึกรายได้ส่วนเพิ่มอีกราว 760 ล้านบาท จากการเจรจาปรับค่าไฟฟ้าโครงการพลังงานลมแม่โขง ในเวียดนามคาดว่าจะได้รับอนุมัติภายในเดือนมี.ค. นี้
ดังนั้น ความแข็งแกร่งในปี 2569 ยังถูกขับเคลื่อนด้วยการขยายกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนในประเทศอีก 695 เมกะวัตต์ ทั้งจากโซลาร์ฟาร์ม และโรงไฟฟ้าขยะชุมชนจะช่วยดันกำลังผลิตรวมของบริษัทให้แตะระดับ 17,200 เมกะวัตต์ ควบคู่ไปกับการรุก “ธุรกิจ Digital Infrastructure” เต็มสูบ โดยเฉพาะ Data Center โครงการ GSA01 ที่มีลูกค้าเต็มความจุแล้ว และโครงการ GSA02 ที่เตรียมเปิดในปีถัดไปพร้อมสัญญาเช่าระยะยาวจาก Microsoft
ขณะที่ “ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน” อย่างมอเตอร์เวย์สาย M81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) เริ่มเปิดให้บริการสร้างรายได้ตั้งแต่ม.ค. ที่ผ่านมาส่วนสาย M6 (บางปะอิน-โคราช) เตรียมเดินหน้าเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ รวมถึง “ธุรกิจนำเข้าก๊าซ LNG” ยังคงเป็นหัวเจาะสำคัญด้วยเป้าหมายการนำเข้า 70 ลำ หรือประมาณ 4-5 ล้านตัน คาดจะสร้างผลกำไรได้สูงถึง 1,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ท่ามกลางส่วนแบ่งกำไรจาก AIS ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการขยายฐานผู้ใช้ 5G และเงินปันผลจาก หุ้น KBANK ที่คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย 6-7%
“การเข้าลงทุนในหุ้น KBANK ยืนยันเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่สม่ำเสมอ และสร้างโอกาสในธุรกิจ Virtual Bank ที่กำลังพัฒนาร่วมกับพันธมิตร”
นางสาวยุพาพิน กล่าวว่า บริษัทเตรียมออกหุ้นกู้รวม 65,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวและชำระคืนหนี้เดิมภายใต้สภาวะดอกเบี้ยขาลง โดยเน้นบริหารต้นทุนดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ (ปัจจุบันอัตราส่วน Net IBD/E อยู่ที่เพียง 0.85 เท่า) เอื้อต่อการเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวเตรียมงบลงทุน 5 ปี (2569-2573) 130,000 ล้านบาท เน้นที่โครงการพลังงานสะอาดถึง 66% (โซลาร์, ลม, พลังน้ำ) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืนในระยะยาว และธุรกิจ Data Center ที่ตั้งเป้าขยายสู่ 1,000 เมกะวัตต์ ภายใน 3-5 ปี เพื่อรองรับกระแส AI และ Cloud ระดับโลก
ทั้งนี้ ยังได้คลายความกังวลเรื่องคอขวดของระบบส่งไฟฟ้า โดยยืนยันโครงการของบริษัทได้รับการวางแผนเชื่อมต่อโครงข่ายไว้อย่างเป็นระบบ พร้อมที่จะร่วมมือกับรัฐในการขยายสายส่งเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลในพื้นที่ EEC ต่อไป
ขณะที่ ผลประกอบการปี 2568 สร้างประวัติศาสตร์ทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีกำไรสุทธิ 86,562 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 304% จากปีก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักจากการรับรู้กำไรพิเศษจากการควบรวมกิจการกับ INTUCH มูลค่า 56,120 ล้านบาท ขณะที่ กำไรจากการดำเนินงานปกติเติบโตอย่างแข็งแกร่งมาอยู่ที่ 28,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% ตามรายได้รวมที่ทำได้ 135,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9%
โดยได้รับอานิสงส์สำคัญจากการควบรวมกิจการกับ INTUCH และเติบโตก้าวกระโดดของส่วนแบ่งกำไรจาก AIS ที่สูงถึง 15,300 ล้านบาท และเงินปันผลจาก KBANK อีกเกือบ 1,200 ล้านบาท ซึ่งการที่เงินลงทุนใน BANK เพิ่มเติมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นในปี 2568 ส่งผลให้มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งด้วยสินทรัพย์รวมกว่า 7.7 แสนล้านบาท
ด้านผลตอบแทนผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 (รอบ 9 เดือน) ในอัตรา 3.25 บาทต่อหุ้น ซึ่งรวมถึงเงินปันผลพิเศษจาก AIS ที่ 2.2 บาท และจากกำไรปกติ ที่ 1.05 บาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 2 มี.ค.2569 และจะจ่ายเงินปันผลในวันที่ 7 พ.ค.69 นี้
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





