บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD เดินหน้ารุกขยายอาณาจักรธุรกิจหลักทรัพย์เต็มสูบ ล่าสุดแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เตรียมเสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 1 เม.ย.2569 เพื่ออนุมัติแผนเข้าซื้อกิจการ บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) หรือ KFS มูลค่ารวมราว 374.56 ล้านบาท ปูทางสู่การควบรวมกิจการครั้งสำคัญ หวังสร้าง Economy of Scale และเร่งเครื่องดันส่วนแบ่งตลาดขยับขึ้นสู่ Top 5 โบรกเกอร์ไทย
ดีลดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มขนาดธุรกิจและฐานลูกค้าสถาบันเท่านั้น แต่ยังเป็นหมากสำคัญในการต่อยอดกลยุทธ์ Wealth Management เต็มรูปแบบ ควบคู่การยกระดับมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว โดยบริษัทคาดว่าธุรกรรมทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ปี 2569 หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ครบถ้วน
นายชัยพัชร์ นาคมณฑนาคุ้ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บล.บียอนด์ ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ดีลควบรวมกับ บล.คิงส์ฟอร์ด มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้าง Economy of Scale เพื่อเพิ่มขนาดธุรกิจให้แข็งแกร่ง และขยายฐานรายได้ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งแนวทางการรวมกิจการในอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ยังสอดคล้องกับทิศทางที่หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ให้การสนับสนุน เพื่อเสริมเสถียรภาพระยะยาวของธุรกิจโบรกเกอร์ไทย
การควบรวมกับคิงส์ฟอร์ดจะช่วยสร้าง Synergy หรือการทำงานร่วมกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านรายได้และโครงสร้างต้นทุน โดยสิ่งที่ BYOND จะได้รับทันที ได้แก่
1.บุคลากร เพิ่มเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน (IC) กว่า 100 ราย
2.ฐานลูกค้า ขยายฐานลูกค้าสถาบัน เสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตลงทุน
3.ประสิทธิภาพต้นทุน จะทำให้การบริหารต้นทุนหลังบ้านได้ดีขึ้น เพิ่ม Marginal Revenue และหนุนผลประกอบการโดยรวม
ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา คิงส์ฟอร์ดมีรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายกว่า 200 ล้านบาท แม้อยู่ในภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย และในช่วงตลาดขาขึ้นเคยสร้างรายได้สูงกว่า 400 ล้านบาทต่อปี สะท้อนศักยภาพในการเติบโตหากภาวะตลาดกลับมาฟื้นตัว
นายชัยพัชร์ กล่าวต่อไปว่า BYOND วางยุทธศาสตร์กระจายแหล่งรายได้ ที่ต้องการลดการพึ่งพาค่าคอมมิชชั่นซื้อขายหุ้นเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันโครงสร้างรายได้แบ่งสัดส่วนระหว่างธุรกิจคอมมิชชั่นและ Wealth Management อยู่ที่ประมาณ 50:50
โดยบริษัทมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย เช่น การซื้อขายกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ผลิตภัณฑ์หุ้นต่างประเทศ, และ Structured Products นอกจากนี้ ในตลาดรองตราสารหนี้ BYOND ยังมีปริมาณการซื้อขายติดอันดับ Top 5 ของประเทศ อีกด้วย สะท้อนความแข็งแกร่งในธุรกิจ Fixed Income
"กลยุทธ์มุ่งสู่ Wealth Management เต็มตัว BYOND ได้วางเป้าหมายข้างหน้า เพื่อก้าวขึ้นเป็น Top 5 ของโบรกเกอร์ในแง่ของ Market Share และติดอันดับ Top 10 ในด้านธุรกิจ Wealth"
นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง เพื่อป้องกันการเกิดหนี้เสียซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบผลประกอบการของโบรกเกอร์ โดยมีมาตรการหลัก ได้แก่
1.การคัดกรองคุณภาพ ตรวจสอบทั้งคุณภาพหุ้นและคุณภาพลูกค้าอย่างละเอียด
2.การกำหนดวงเงินจำกัดเพดานการปล่อยวงเงินต่อบุคคลและต่อประเภทหุ้น
3.การควบคุม Block Trade จำกัดความเสี่ยงรายตัวหุ้น ป้องกันความเสียหายรุนแรง
ทั้งนี้การควบรวมครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ BYOND ก้าวสู่การเป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการที่ปรึกษาการลงทุนแบบครบวงจร พร้อมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย รองรับการเติบโตได้ในทุกสภาวะตลาด และสร้างความมั่นคงระยะยาวให้กับองค์กร





