วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

MEDEZE บุกอาเซียน-มองโกเลีย วางยุทธศาสตร์ 5 ปี รายได้ทะลุพันล้าน

MEDEZE บุกอาเซียน-มองโกเลีย  วางยุทธศาสตร์ 5 ปี รายได้ทะลุพันล้าน

นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยว่า แผนยุทธศาสตร์ธุรกิจระยะยาว บริษัทมุ่งเน้นยกระดับจากผู้ให้บริการรับฝากสเต็มเซลล์ สู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีชีวภาพระดับภูมิภาค โดยวางเป้าหมายรายได้ในปี 2570 ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 15% ต่อปี และคาดการณ์กำไรระยะยาวถึงปี 2573 จะเติบโตสูงถึง 8 เท่า หรือประมาณ 52% ต่อปี

โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการยกระดับบริการสู่การผลิต “ยาจากสเต็มเซลล์” (ATMP) และขยายตลาดต่างประเทศผ่านโมเดลแฟรนไชส์ ซึ่งจะช่วยดันกำไรให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งรับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง กระตุ้นกำลังซื้อไฮเอนด์

ขณะที่ กรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ถือเป็นสัญญาณบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภค แม้ภาวะเศรษฐกิจจะมีความผันผวนและทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือย แต่สำหรับ “นวัตกรรมด้านสุขภาพ” ที่เป็นการลงทุนระยะยาว บริษัทยังคงเห็นความต้องการที่แข็งแกร่ง

MEDEZE บุกอาเซียน-มองโกเลีย  วางยุทธศาสตร์ 5 ปี รายได้ทะลุพันล้าน

อีกทั้ง การลดดอกเบี้ยจะช่วยผ่อนคลายภาระหนี้ครัวเรือน และเพิ่มสภาพคล่องในระบบ ซึ่งส่งผลดีต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนสุขภาพล่วงหน้า โดยเชื่อมั่นว่าบริการที่มีคุณภาพและผลลัพธ์การรักษาที่ชัดเจน จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ลูกค้าพร้อมจ่ายแม้ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

พร้อมกันนี้ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและลดความเสี่ยงด้านการลงทุนบริษัทได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การขยายตลาดต่างประเทศจากระบบตัวแทน (Agent) สู่โมเดล “แฟรนไชส์” อย่างเต็มรูปแบบ โดยปัจจุบันเริ่มดำเนินการใน ฟิลิปปินส์ และเตรียมขยายสู่ อินโดนีเซีย ในปีหน้า รวมถึงการรุกตลาด มองโกเลีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีอำนาจซื้อสูงและคู่แข่งน้อย 

รวมถึงวางกลยุทธ์ Asset-light เน้นการส่งออกองค์ความรู้ (Know-how) มาตรฐาน SOP และการบริหารจัดการภายใต้แบรนด์ MEDEZE โดยบริษัทจะได้รับรายได้จากค่าธรรมเนียม (Consultation Fee) และค่าสิทธิ (Royalty Fee) ซึ่งเป็นโมเดลที่ความเสี่ยงต่ำแต่ให้อัตรากำไรสูง

นอกนี้ หัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนกำไรของบริษัทคือการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิต “ยาจากสเต็มเซลล์” ฐานการผลิตระดับโลก บริษัททุ่มงบกว่า 50 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงานผลิตเซลล์และ Exosomes มาตรฐาน GMP โดยร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SITHA) ในการกำกับดูแลมาตรฐานงานวิจัย วางเป้าหมายการรักษา มุ่งเน้นการขึ้นทะเบียนยาเพื่อรักษา โรคข้อเข่าเสื่อม และ การฟื้นฟูผิวพรรณ ภายในปี 2569 ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าให้กับบริการเดิมอย่างมหาศาล

ด้านการบริหารจัดการต้นทุน นายแพทย์วีรพล กล่าวว่า บริษัทได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจาก BOI ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สเต็มเซลล์จากเลือดและเนื้อเยื่อสายสะดือ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้หลักถึง 55-60% ของพอร์ตโฟลิโอ การยกเว้นภาษีเงินได้ในส่วนนี้ ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้อัตรากำไรสุทธิของบริษัทขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับตลาดในประเทศมองเห็นโอกาสในกลุ่มเด็กเกิดใหม่ที่ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก โดยตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจากปัจจุบันไม่ถึง 0.5% สู่ระดับ 10% ในอนาคต ผ่านการให้ความรู้ แก่ผู้ปกครองถึงความสำคัญของการเก็บสเต็มเซลล์คุณภาพเพื่อเป็นหลักประกันสุขภาพระยะยาว โดยยังคงนโยบายรักษาฐานราคาเดิมเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์พรีเมียม

จากผลประกอบการในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา บริษัท รายได้รวม 188 ล้านบาท โดยมีกำไรขั้นต้น 122 ล้านบาท คิดเป็น 70% และมีกำไรสุทธิสำหรับปีก่อนอยู่ที่ 196 ล้านบาท แม้กำไรสุทธิลดลงประมาณ 42% เทียบกับปีก่อน จากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และการลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ใหม่ๆ แต่บริษัทยังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งด้วย สินทรัพย์รวม 3,478 ล้านบาทและมีหนี้สินเพียง 16% ของสินทรัพย์รวม