ท่ามกลางสัญญาณ “เศรษฐกิจไทย” ที่ฟื้นตัวชัดเจนในไตรมาส 4 ปี 2568 หลัง “จีดีพี” ขยายตัวสูงกว่าที่ตลาดคาด และแรงกระตุ้นจากภาครัฐเริ่มส่งผลต่อการบริโภคในประเทศ ทำให้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบนี้ มีแนวโน้มสูงที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% เพื่อรักษาเสถียรภาพและขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกระยะถัดไป
“สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ที่ประชุม กนง. มีแนวโน้มสูงที่จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ในการประชุมครั้งนี้ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด และความไม่แน่นอนปัจจัยต่างประเทศ
โดย 3 เหตุผลหลักคาดกนง. คงดอกเบี้ยได้แก่ 1.อาจเลือกเก็บกระสุนทางนโยบายไว้ใช้ในช่วงเวลาที่จำเป็นมากกว่า ประเมินหากมีการปรับลดดอกเบี้ย อาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน แทนการเร่งลดในรอบนี้ 2.ตัวเลข GDP ไตรมาส 4/68 ขยายตัว 2.5% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 1.3% ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีเศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณ 2.4% สะท้อนแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าประมาณการ
และ 3.คาดการจัดตั้งรัฐบาลจะมีความชัดเจนในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.2569 ลดความกังวลต่อความล่าช้า พ.ร.บ. งบประมาณปี 70 และยังมีเม็ดเงินจากโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 เหลืออีกราว 30,000 ล้านบาท
“เฝ้าระวังเดือน พ.ค.เป็นเดือนสำคัญจากการปรับตะกร้าดัชนี MSCI ทิศทาง Fund Flow จากสหรัฐและช่วงการจ่ายเงินปันผลจำนวนมาก ซึ่งอาจกระทบการตัดสินใจนำเงินกลับหรือรีอินเวสต์ของนักลงทุนต่างชาติ”
“เกษม พันธ์รัตนมาลา” ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า การประชุมกนง. มีแนวโน้มสูงที่จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิม ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจไตรมาส 4/68 ที่ฟื้นตัวดีขึ้น และสถานการณ์การเมืองในประเทศที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มเลือก เก็บกระสุนไว้ใช้ในทางนโยบายในยามจำเป็นมากกว่าการเร่งปรับลดดอกเบี้ยในช่วงนี้
สำหรับปัจจัยภายนอกยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะประเด็นภาษีนำเข้าที่มีการปรับกฎหมายใหม่ 15% ซึ่งในภาพรวมมาตรการดังกล่าวถือเป็นบวกต่อไทย จากภาระภาษีเฉลี่ยลดลง ยังเสี่ยงความไม่แน่นอนเพราะกฎหมายฉบับใหม่นี้มีผลบังคับใช้เพียง 5 เดือน ต้องติดตามสภาคองเกรสจะอนุมัติให้ต่ออายุ หรือการใช้กฎหมายฉบับอื่นแทนในอนาคต
“ในมุมลงทุนระยะสั้น ตลาดอาจเผชิญแรงขายทำกำไร หลังดัชนีปรับตัวขึ้นมาแรงกว่า 18-19% ช่วงก่อนหน้า ยังมีประเด็นการเมืองบางเรื่อง”
“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า การประชุม กนง.มีแนวโน้มสูงที่จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.25% ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่เริ่มทรงตัว และความจำเป็นในการรอดูผลของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่
โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่สนับสนุนได้แก่ 1.เงินเฟ้อเริ่มนิ่งแม้ตัวเลขเงินเฟ้อยังอยู่ในแดนลบ แต่การหดตัวเริ่มชะลอ หากไม่มีเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กนง.จึงยังไม่มีเหตุผลเร่งด่วนต้องปรับลดดอกเบี้ย 2.ทิศทางดอกเบี้ยโลกคาดเฟดอาจเริ่มลดดอกเบี้ยได้เร็วสุดช่วงกลางปี ดังนั้น ไทยไม่จำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ยก่อน
และ 3.รอดูผลมาตรการรัฐ โดยกนง. มีแนวโน้มรอประเมินประสิทธิภาพมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากสามารถกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้จริง ความจำเป็นในการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติมก็จะลดลง
สำหรับกลยุทธ์ลงทุน แนะนำให้นักลงทุนถือสถานะเป็นกลางและไม่จำเป็นต้องเก็งกำไรผลการประชุมกนง. ครั้งนี้ ส่วนกลุ่มธนาคาร แม้คงดอกเบี้ยระดับสูงจะเอื้อต่อผลประกอบการ แต่เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในระบบอยู่ในระดับสูงมาระยะหนึ่งแล้ว จึงคาดว่าข่าวการคงดอกเบี้ยอาจไม่ส่งผลบวกต่อราคากลุ่มแบงก์ระยะสั้น





