วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

บลจ.ไทยพาณิชย์ ปั๊มAUMปี69ทะลุ 2 ล้านล้าน ลุ้นหุ้นไทยแตะ1,600จุด

บลจ.ไทยพาณิชย์ ปั๊มAUMปี69ทะลุ 2 ล้านล้าน ลุ้นหุ้นไทยแตะ1,600จุด

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด ( SCBAM )  เปิดเผย แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569  ยังคงมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตเชิงคุณภาพผ่านกรอบยุทธทธศาสตร์ที่ผสาน Customer Insight, Technology & Digital Infrastructure และ Product Excellence  ให้ความสำคัญกับการขยายฐานผู้ลงทุนอย่างมีคุณภาพควบคู่การยกระดับความเข้าใจเชิงลึก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวและความไว้วางใจใจในฐานะพันธมิตรด้านการลงทุน 

พร้อมตั้งเป้าหมายปี2569 ขยายจำนวนผู้ลงทุนมากกกว่า 1 ล้านราย และผลักดันมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) สู่ระดับเกิน 2 ล้านล้านบาท จากปี2568 มีฐานลูกค้าราว 800,000 ราย  และมี AUM ราว 1.98 ล้านล้านบาท 

คาดหวังขนาดการลงทุนของลูกค้าเติบโตจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่ม, การย้ายกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF (Retirement Mutual Fund) และหลังปรับปรุงแอพพิลเคชั่น  SCBAM Fund Click ใหม่ คาดใช้บริการได้ปลายเดือนก.พ. 69 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ลูกค้าเข้าใช้บริการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งลูกค้ารายย่อยเข้ามาซื้อกองทุนที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงมากขึ้น 

“ AUM เราเกือบจะแตะ 2 ล้านล้านมาตั้งแต่ปีก่อน เพราะกลุ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(Provident Fund) รายใหญ่ๆไหลออกระดับ 1 หมื่นล้านบาท แต่ไม่ได้กระทบภาพรวมของรายได้ปีก่อนยังเติบโตได้ 10% เนื่องจากยังมีกลุ่ม Provident Fund รวมถึงกลุ่มลูกค้าธนาคารรายเล็กๆ ยังเข้าลงทุน และชอบความเสี่ยงเพิ่ม ซึ่งเรามีทางเลือกให้ลงทุนหลากหลายและคิดว่ายอดเข้าใช้บริการในปีนี้จะมีเพิ่มมากขึ้นจากการที่เราปรับปรุงแอพพลิเคชั่นใหม่ด้วย ”

ภาพรวมตลาดหุ้นไทย นายณรงค์ศักดิ์ มองว่าตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในช่วง “อัพไซด์” หลังจากที่ซบเซามานาน  แต่จากความคาดหวังการจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วภายใน 1 เดือนหลังเลือกตั้ง ซึ่งจะช่วยหนุนดัชนีวิ่งสู่เป้าหมายแรกที่ 1,470 จุด (บน EPS 15.1 เท่า)ในตอนนี้แล้ว 

และหากนโยบายรัฐบาลชุดใหม่เป็นที่ถูกใจนักลงทุนและมีภาพที่ชัดเจน (คล้ายกรณี Japan Landslide)  มีเซ็นทริเม้นต์ลงทุนดีขึ้น  อาจเห็นฟันด์โฟลว์ไหลเข้าหนุนดัชนีไปถึง 1,570 จุด (บน PE 16 เท่า)  ในสิ้นปีนี้ ได้ไม่ยาก 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุน จากกระแสเงินทุนต่างชาติยังมีทิศทางไหลเข้าต่อเนื่อง รวมถึงจากโครงการ Value Up ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และอัตราปันผลที่กลับมาจูงใจแถว 4% จากปัจจุบัน 3%  อีกทั้งมองว่าหากมีการปรับคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน  (บจ .) ปีนี้ใหม่ดีขึ้น  เราคาดว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสขยับขึ้นแตะ1,600 จุด  

ส่วนแนวรับ มองว่าดัชนีต่ำกว่า 1,400 จุด เป็นไปได้ยาก เว้นแต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหลังเลือกตั้งที่กระทบต่อการจัดทำงบประมาณ

นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะนำกลยุทธ์ เรายัง “Overweight” หุ้นไทย ในระยะยาว โดย

เน้นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปันผลสูง (Dividend Stock) เพื่อลดความผันผวน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และหุ้นกลุ่ม “แถวสอง” ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐ 

รวมถึงหุ้นต่างประเทศ เน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและ AI ระดับโลก (สหรัฐฯ) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และท่องเที่ยวที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัว หาโอกาสในเอเชียและญี่ปุ่นที่เริ่มฟื้นตัว  

พร้อมกับกระจายการลงทุนใน ทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัล ที่เป็นทางเลือกในการเสริมพอร์ต เพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกยุคใหม่ และยังคงมีการลงทุนในตราสารหนี้เพื่อความสมดุล  

“แม้ราคาหุ้นไทยจะเริ่มไม่ถูกเหมือนก่อนหน้าและมีความเสี่ยงจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ แต่เชื่อว่าผลกระทบจะยังไม่เกิดขึ้นเร็ว นักลงทุนควรพร้อมปรับพอร์ตตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยมองว่าหุ้นไทยผ่านช่วงเวลาที่แย่ที่สุดมาแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงอัปเกรดกำไรบจ." 

ขณะที่การประชุมกนง.ในวันนี้ (25 ก.พ.) นางนันท์มนัส คาดว่า กนง. ยังคงดอกเบี้ยไว้การประชุมครั้งนี้ ไม่รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยมองว่า ดอกเบี้ย คือกระสุนนโยบายสำคัญที่ต้องเก็บไว้ใช้ในจังหวะที่เหมาะสม โดยเฉพาะการรอประเมินทิศทางดอกเบี้ยโลกจากเฟดที่มีแนวโน้มเริ่มขยับตัวในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ยนี้

คาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยปี 2569จากการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อ มีการคาดการณ์การเคลื่อนไหวของธนาคารกลางหลัก คาดว่า เฟดจะเริ่มส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยที่ชัดเจนในไตรมาส 2 โดยทั้งปีมีโอกาสปรับลดรวม 1-2 ครั้ง ตามสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอตัวแบบ Soft Landing

สำหรับประเทศไทย คาดว่า กนง.มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1 ครั้ง ภายในปีนี้ เพื่อประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและสอดรับกับทิศทางดอกเบี้ยโลก แต่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เฟดเริ่มขยับนำไปก่อน

“เรามองว่า การตัดสินใจคงดอกเบี้ยในครั้งนี้ เป็นการ Wait and See เพื่อติดตามปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งเรื่องงบประมาณภาครัฐหลังการเลือกตั้ง และแรงส่งจากการบริโภคในประเทศ หาก กนง. ลดดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจส่งผลต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทในภาวะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ ยังกว้างอยู่”