“ดัชนีเดลต้า” ยังสร้างปรากฎการณ์ในตลาดหุ้นไทยได้ต่อเนื่อง หลังรายงานผลประกอบการปี 2568 ทำสถิตินิวไฮตั้งแต่เปิดบริษัทมาเลยว่าได้ จากยอดขาย 198,154 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.3 % จากช่วงเดียวกันปีก่อน กำไรสุทธิ 24,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.52 %
บริษัทรายงานได้หนุนจากโซลูชันการจัดการพลังงานดาต้า เซ็นเตอร์ ตามการเพิ่มขึ้นของเม็ดเงินลงทุน (CAPEX) จากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่ขยายด้าน AI อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งตั้งเป้าหมายปี 2569 รายได้สกุลดอลลาร์จะเพิ่มขึ้น 20% และมีอัตรากำไรขั้นต้น หรือ Margin อยู่ที่ 28-29% จากการเน้นขยายตัวในกลุ่ม AI และ Data Center เป็นหลัก
ปัจจุบัน วัดแวลู หุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA จากมูลค่าในตลาดหุ้นไทยพุ่งทะยาน "แพงถึงแพงมาก" ณ 23 ก.พ. 2569 มูลค่ามาร์เก็ตแคปแตะ 3 ล้านล้านบาท รั้งอันดับ 1 มาร์เก็ตแคปสูงสุดตลาดหุ้นไทย รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปลายปี 2568 ที่ 2.1 ล้านล้านบาท และปี 2567 ที่ 1.9 ล้านล้านบาท
Bloomberg ได้รายงานระบุ DELTA ถือว่าเป็นบริษัทแรกของตลาดหุ้นไทยที่มีมูลค่า Market cap ทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 3 ล้านล้านบาท ท่ามกลางระดับ P/E แตะ 94 เท่า ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา 75 บาท หรือ 43 % นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ดังนั้นจึงนิยามหุ้น DELTA คงเป็นดัชนีหุ้นไทยด้วยน้ำหนักต่อ SET Index ถึง 17 % ก็ว่าได้
ที่น่าสนใจคือมูลค่า มาร์เก็ตแคปในอันดับ 2 กลับกลายเป็น ADVANC ที่ขึ้นมาอยู่ที่ 1.15 ล้านล้านบาท แซงหน้าอดีตเบอร์ 1 ตลาดหุ้นไทย PTT ที่หล่นไปอยู่อันดับ 3 ที่ 1.03 ล้านล้านบาท อันดับ 4 GULF ที่ 0.9 ล้านล้านบาท และ AOT รั้งอันดับ 5 ที่ 0.76 ล้านล้านบาท เท่ากับกลุ่ม GULF รวม ADVANC ในฐานบริษัทลูกจะมีมาร์เก็ตแคปที่ 2 ล้านล้านบาท
อันดับมาร์เก็ตแคปที่เปลี่ยนแปลงดูด้านพื้นฐาน “DELTA กลายเป็นหุ้น Growth Stock” ชัดเจน ขณะที่ "ADVANC หุ้น cash machine " ผลิตเงินสดต่อเนื่องจากการปันผลมากกว่ากำไร จึงเป็นที่มาทำให้ราคาหุ้นทั้ง 2 บริษัทสลับนำสถิตินิวไฮ
สำหรับ DELTA ความคาดหวังการเติบโตที่ยังสูงและต่อเนื่องมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ จากการเป็นผู้ผลิตและส่งออกอุปกรณ์แหล่งจ่ายไฟ (power supply) รวมถึงชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใน4 กลุ่ม ได้แก่ พาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์ไฟฟ้า, โครงสร้างพื้นฐานและระบบอัตโนมัติ (automation)
ส่องปี 2569 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี ประเมินด้านงบลงทุนในส่วน data center ของกลุ่ม hyper scalers จะยังคงขยายตัวที่ 65% yoy ในปี 2569 แม้จะชะลอตัวลงจากระดับ 77% ในปี 2568 ปัจจัยนี้จะช่วยหนุนนการเติบโตของรายได้ในธุรกิจ power supply ของ DELTA อย่างต่อเนื่องในปี 2569 และหลังจากนั้น
ดังนั้นจึงสมมติฐาน revenue CAGR ที่ 43% สำหรับธุรกิจ power supply และ 31% สำหรับรายได้รวมในช่วงปี 2569-2571 คาดการณ์การเติบโต 31% แต่ไม่ได้รับประโยชน์จาก operational leverage แม้รายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI data center จะเพิ่มขึ้น แต่คาดการณ์ EPS CAGR ที่ 31% ในปี 2569-2571
โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการเติบโตของรายได้เป็นสำคัญ ทั้งนี้ ประโยชน์จากอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นตามขนาดธุรกิจของ DELTA ดูเหมือนจะค่อนข้างจำกัด เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบ (ต้นทุนผันแปร) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 77% ของต้นทุนรวม นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ AI data center
ส่วนใหญ่ที่ DELTA จำหน่ายนั้นมีต้นแบบมาจากบริษัทแม่ในไต้หวัน ซึ่ง DELTA ต้องจ่ายค่าสิทธิในอัตรา 9-10% ของรายได้ แม้บริษัทจะพยายามพัฒนาสินค้าของตนเองเพื่อสร้างอัตรากำไรที่สูงขึ้นและหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าสิทธิ แต่มองว่าเป็นเรื่องท้าทายสำหรับ DELTA ในการสร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง เนื่องจากสัดส่วนค่าใช้จ่าย R&D ต่อรายได้นั้นยังต่ำกว่าบริษัทแม่ค่อนข้างมาก (DELTA 3% เทียบกับบริษัทแม่ 9%) กลับมาเริ่มต้นวิเคราะห์ด้วย คำแนะนำ Neutral ที่ราคาเป้าหมาย 232 บาท
ราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลตลอด 4 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เกิดจากการที่ “นักลงทุนคาดหวังการเติบโตของกำไรอย่างรุนแรง” จากธุรกิจ AI data center ซึ่งมีมุมมองเชิงบวกคาดว่ากำไรจะเติบโต 31% ในอีก 3 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองระดับมูลค่า ณ "ราคานี้ดูจะสูงเกินไป" โดยการซื้อขายที่ระดับ 92x ในปี 2569 และลดลงเหลือ 57x ในปี 2571 ยังถือว่าแพง หากจะทำให้ค่า PE ในปี 2571ลดลงเหลือ 30x ทาง DELTA จะต้องทำผลกำไรให้เติบโตถึง 50% ตลอด 3 ปีข้างหน้า ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ “ทำได้ยาก”





