วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

หุ้นไทยมีลุ้นบวก รับภาษีสหรัฐฯ เหลือ 10% โบรกเผยกลุ่มส่งออกอาหาร-อิเล็กฯ-นิคมฯ เด่น

หุ้นไทยมีลุ้นบวก รับภาษีสหรัฐฯ เหลือ 10% โบรกเผยกลุ่มส่งออกอาหาร-อิเล็กฯ-นิคมฯ เด่น

ภายหลังที่ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่ามาตรการภาษีเดิมของ โดนัลด์ ทรัมป์ เกินขอบเขตกฎหมาย ส่งผลให้ฝ่ายบริหารต้องปรับแนวทางใหม่ โดยเตรียมใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมาย Trade Act 1974 กำหนดอัตราภาษีนำเข้า 10% ชั่วคราว 150 วัน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความคาดหวังเชิงบวกต่อการลงทุนในภูมิภาคเอเชียและกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากสะท้อนทิศทางภาระภาษีที่อาจลดลง และช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในกลุ่มประเทศผู้ส่งออก รวมถึงตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น
 

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การยกเลิกหรือผ่อนคลายภาษีภายใต้กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยใช้เป็นเครื่องมือเร่งด่วนในการจัดเก็บภาษี จะสร้างช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลายต่อจิตวิทยาการลงทุนในตลาดการเงิน
 

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยในวันจันทร์นี้ (23 ก.พ.2569) มีแนวโน้มเคลื่อนไหวเชิงบวกในระยะสั้น หลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณผ่อนคลายมาตรการภาษีการค้า หนุนบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคเอเชียและกลุ่มตลาดเกิดใหม่ให้กลับมาคึกคัก โดยเฉพาะหุ้นส่งออกกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่เคยได้รับแรงกดดันจากกำแพงภาษี

อย่างไรก็ตาม ในระยะกลางถึงยาวความไม่แน่นอนยังคงอยู่ เนื่องจากทำเนียบขาวอาจหันไปใช้เครื่องมือทางกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายด้านความมั่นคง หรือกฎหมายว่าด้วยการค้าที่ไม่เป็นธรรม เพื่อเดินหน้ายุทธศาสตร์ทางการค้าต่อไป โดยเฉพาะต่อจีน ซึ่งอาจกำหนดอัตราภาษีใหม่ราว 15% แม้ต่ำกว่าบางอัตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่กระบวนการบังคับใช้ต้องใช้เวลาศึกษาและตั้งคณะกรรมการ ทำให้ไม่สามารถประกาศได้รวดเร็วเหมือนมาตรการฉุกเฉินเดิม

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้ประโยชน์เด่นจากบรรยากาศการค้าที่ผ่อนคลายได้แก่ กลุ่มส่งออกอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศสูง  อาทิ กลุ่มอาหารและอาหารสัตว์ TU ITC และ AAI กลุ่มน้ำผลไม้และอาหารกระป๋อง MALEE และ PLUS ทั้งนี้หุ้นในกลุ่มดังกล่าวเคยได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการภาษีการค้าก่อนหน้า จึงมีโอกาสฟื้นตัวได้แรงกว่าตลาดหากสถานการณ์ผ่อนคลายต่อเนื่อง

ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แม้เป็นกลุ่มส่งออกหลักของไทย แต่ทว่าจะได้รับอานิสงส์จำกัด เนื่องจากสินค้าเซมิคอนดักเตอร์จำนวนมากได้รับการยกเว้นภาษีอยู่แล้ว ทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายรอบนี้ไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเทียบเท่ากลุ่มอาหาร

กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า  ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกในวันจันทร์ (23 ก.พ.2569) หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6:3 วินิจฉัยว่าการใช้มาตรการภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงที่ผ่านมาเป็นการใช้เกินขอบเขตอำนาจ ส่งผลให้แนวโน้มอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยอาจปรับลดลง

ทั้งนี้จากเดิมประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 19% แต่จากคำตัดสินดังกล่าว มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ จะต้องหันไปใช้มาตรการทางกฎหมายอื่น เช่น มาตรา 122 เพื่อกำหนดอัตราภาษีใหม่ในระดับ 10% ซึ่งถือว่าลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากเดิม ดังนั้นปัจจัยดังกล่าวจึงกลายเป็นแรงหนุนเชิงจิตวิทยาที่สำคัญต่อตลาดทุน โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

"ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นประเมินกรอบดัชนีไว้ที่ 1,495–1,500 จุด อย่างไรก็ตาม การทะลุระดับ 1,500 จุดอาจยังไม่ง่าย เนื่องจากยังมีปัจจัยลบภายในประเทศกดดัน ทั้งความไม่แน่นอนทางการเมือง และประเด็นเสถียรภาพของรัฐบาล"

สำหรับ 4 กลุ่มอุตสาหกรรมเด่น รับอานิสงส์ภาษีลดลง พบว่า มี 3 กลุ่มหลักด้านการค้า และอีก 1 กลุ่ม ที่ได้อานิสงส์ด้านจิตวิทยาการลงทุน ได้แก่ 1.กลุ่มส่งออกอาหาร ได้ประโยชน์สูงสุด เป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อภาษีมากที่สุด หุ้นแนะนำ TU ITC และ AAI

2.กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แรงหนุนเช่นกัน แต่ในระดับจำกัดกว่าอาหาร หุ้นที่น่าสนใจ DELTA HANA และ KCE โดยมองว่า DELTA มีความโดดเด่นที่สุดในระยะสั้น 3.กลุ่มปิโตรเคมี คาดว่าจะได้อานิสงส์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่อาจฟื้นตัวดีขึ้นหลังภาระภาษีลดลง หุ้นแนะนำ IVL SCC และ PTTGC 4.กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมได้รับแรงหนุนด้านจิตวิทยาการลงทุนจากแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตและการดึงดูดเงินลงทุน หุ้นเด่น  WHA และ AMATA

สำหรับนักลงทุนสายเก็งกำไรแนะนำเน้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA ที่มีโมเมนตัมโดดเด่น ขณะที่นักลงทุนระยะยาว แนะนำสะสมหุ้นกลุ่มส่งออกอาหารอย่าง TU และ ITC ซึ่งราคายังปรับขึ้นไม่มากและมีโอกาสได้รับประโยชน์สูงสุดจากการปรับลดภาษีครั้งนี้