วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

SIRI โชว์ฟอร์มเบอร์ 1 อสังหาฯ! กำไรแกร่ง-หนี้ลด ปักธงปี 69 โตต่อ 10%

SIRI โชว์ฟอร์มเบอร์ 1 อสังหาฯ! กำไรแกร่ง-หนี้ลด ปักธงปี 69 โตต่อ 10%

ท่ามกลางความท้าทายของตลาดที่อยู่อาศัย บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI โชว์ฟอร์มแกร่งด้วยการครองแชมป์กำไรสูงสุดในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 และตั้งเป้าพุ่งทะยานต่อในปี 2569 ด้วยกลยุทธ์ที่เน้น "ประสิทธิภาพ" มากกว่าแค่ "ปริมาณ"

ด้วย "จุดแข็ง" ที่โดดเด่น ในปี 2568  จากการ"การบริหารสต็อกสินค้า (Stock)" ที่ลดลงมาอยู่ที่ 13,500 ล้านบาท ซึ่งใช้ระเวลาขายเพียง 4-5 เดือน สะท้อนถึงการระบายสินค้าที่รวดเร็วและตรงกลุ่มเป้าหมาย (Real Demand) ไม่เกิดภาวะสินค้าค้างสต็อกนานจนกลายเป็นภาระต้นทุน

“โครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง” (Financial Health) ภายใต้ Gearing Ratio ลดลง อัตราหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อทุนลดลงจาก 1.7 เท่า สู่เป้าหมายที่ 1.3 เท่า ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินและเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุน  พร้อมกับมีสภาพคล่องในมือสูงถึง 25,000 ล้านบาท และได้รับการสนับสนุนที่ดีจากสถาบันการเงิน รวมถึงการออกหุ้นกู้ที่มียอดจองล้น (Over Subscribe)

พร้อมกับ “แผนกลยุทธ์ปี2569” แสนสิริเตรียมบุกหนักด้วย 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท มีที่ดินรองรับครบถ้วนแล้ว100% 

ในปีนี้มีไฮไลท์สำคัญ คือ มุ่งปรับพอร์ตเน้นกลุ่ม Premium และ Medium สูงถึง 80% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มล่าง เดินหน้าตั้งเป้ายอดขาย 48,000 ล้านบาท และยอดโอน 39,000 ล้านบาท  มุ่งเน้นกำไรเติบโตต่อเนื่องอย่างยั่งยืน อีก 10%

ปันผลเด่น มีอัปไซด์ที่น่าสนใจ

ในเชิงการลงทุน “แสนสิริ” ถูกจัดเป็น "Dividend Stock" ที่น่าดึงดูดใจอย่างมาก มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ คาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงถึง 10% และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี  ยังได้ประเมิน ราคาเป้าหมายที่ 2.0 บาท ซึ่งยังมี Upside สูงถึง 27% จากราคาปัจจุบัน

SIRI โชว์ฟอร์มเบอร์ 1 อสังหาฯ! กำไรแกร่ง-หนี้ลด ปักธงปี 69 โตต่อ 10%

นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี  ประเมิน กำไรย้อนหลังของแสนสิริ งบการเงินปี2564-2568  (ซึ่งรวมถึงตัวเลขคาดการณ์) จะเห็นภาพการปรับตัวของแสนสิริที่น่าสนใจมาก ดังนี้ 


1. การเติบโตของรายได้ 


ช่วงเร่งตัว (ปี2564-2567): รายได้รวมเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 2.9 หมื่นล้านบาท ในปี 2564 ขึ้นไปแตะระดับเกือบ 4 หมื่นล้านบาทในปี 2567 คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ประมาณ 10% ต่อปี สะท้อนถึงการขยายตัวของโครงการและการโอนกรรมสิทธิ์ที่แข็งแกร่ง

จุดชะลอตัว ตามตัวเลขคาดการณ์รายได้ปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 32,475 ล้านบาท (ลดลงประมาณ 17% จากปี 2567 ) ซึ่งอาจตีความได้ว่าบริษัทเน้นกลยุทธ์ "Quality over Quantity" คือเลือกเปิดโครงการที่กำไรสูงแทนที่จะเน้นยอดขายปริมาณมากเพียงอย่างเดียว เพื่อรักษาสภาพคล่องและลดสต็อกสินค้า

 

2. ประสิทธิภาพการทำกำไร

นับเป็นจุดที่ “แสนสิริ” ทำได้โดดเด่นที่สุด ด้วยการก้าวกระโดดของกำไรสุทธิ ในปี 2564 กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,017 ล้านบาท แต่พุ่งขึ้นเป็น 6,060 ล้านบาทในปี 2566 (โตขึ้นถึง 3 เท่าตัว)

ขณะที่ อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)  ปี 2564 มีอัตรากำไรอยู่ที่ประมาณ 6.8%และพุ่งสูงถึง 15.7%ในปี2566  และ ตัวเลขคาดการณ์ปี2568  แม้รายได้จะลดลง แต่กำไรคาดการณ์ยังประคองไว้ได้ที่ 4,430 ล้านบาท (คิดเป็นอัตรากำไรประมาณ 13.6%)

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า  การที่อัตรากำไรสุทธิยืนระยะได้สูงกว่าปี 2564-2565 อย่างมีนัยสำคัญ แสดงว่าบริษัทสามารถ ควบคุมต้นทุนได้ดีเยี่ยม (Cost Efficiency) และมีการปรับพอร์ตไปสู่โครงการระดับบน (Premium Segment) ที่มี Margin สูงกว่าบ้านระดับกลาง-ล่าง


ทางด้านคาดการณ์แนวโน้มปี 2568 "การปรับฐานเพื่อความยั่งยืน" แม้ตัวเลขกำไรและรายได้ปี 2568 จะดูย่อตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2566-2567 ที่เป็นปีทอง (Peak Cycle) แต่หากเทียบกับฐานปี 2564 จะพบว่า กำไรคาดการณ์ปี 2568 ยังสูงกว่าปี 2564 ถึง 120%

อีกทั้ง การลดระดับรายได้ลงมาเหลือ 3.2 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่าบริษัทเน้นการลดสต็อก (Stock Management) และลดอัตราหนี้สิน (Gearing Ratio) เพื่อสร้างฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งก่อนจะบุกหนักอีกครั้งในปี2569 

หากวิเคราะห์งบการเงินช่วง 5 ปีนี้ของ “แสนสิริ” สะท้อนภาพ "Transformation" จากบริษัทที่เน้นยอดขาย (Top-line growth) มาสู่บริษัทที่เน้น "บรรทัดสุดท้าย" (Bottom-line profit) และความแข็งแกร่งของงบดุล

การที่บริษัทสามารถทำกำไรระดับ 4,000-5,000 ล้านบาทได้สม่ำเสมอในขณะที่ลดหนี้ลงเรื่อยๆ คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้สามารถจ่ายเงินปันผล (Dividend Yield) ได้สูงถึง 10%