วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

S&P 500 สูงขึ้น ดาวโจนส์บวก 200 จุด หลังศาลฎีกาเพิกถอนภาษีทรัมป์  

S&P 500 สูงขึ้น ดาวโจนส์บวก 200 จุด หลังศาลฎีกาเพิกถอนภาษีทรัมป์  

ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น ขณะที่ดาวโจนส์บวก 200 จุด หลังศาลสูงสุดสหรัฐ เพิกถอนภาษีฉุกเฉินของทรัมป์  แต่ผู้นำสหรัฐประกาศเก็บภาษีศุลกากรใหม่ในอัตรา 10% พร้อมขู่คู่ค้า 

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ (20 ก.พ.69)หลังศาลสูงสุดมีคำตัดสินไม่เป็นคุณต่อมาตรการเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจช่วยบรรเทาภาระของบริษัทต่าง ๆ ที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาษีดังกล่าว และช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงเป็นปัญหาในเศรษฐกิจสหรัฐฯ  

ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.69% ปิดที่ 6,909.51 จุด

ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 0.9% ปิดที่ 22,886.07 จุด

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average บวก 230.81 จุด หรือ 0.47% ปิดที่ 49,625.97 จุด

โดยดัชนีหุ้น 30 ตัวนี้ดีดตัวกลับมาจากจุดต่ำสุดระหว่างวันซึ่งเคยร่วงไปราว 200 จุดจากข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าผิดหวัง  

ทรัมป์ประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ที่ 10%

ศาลสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนมาตรการเก็บภาษีในวงกว้างส่วนใหญ่ของทรัมป์ภายใต้กฎหมายกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ( International Emergency Economic Powers Act :IEEPA) โดยเสียงข้างมากวินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าว “ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีนำเข้า” ในการตอบโต้ ทรัมป์ประกาศว่าจะใช้มาตรการภาษีนำเข้าใหม่ในอัตรา 10% ที่เขาเรียกว่า “global tariff” หรือ ภาษีนำเข้าทั่วโลก  

“ตอนนี้ผมกำลังจะเดินไปในทิศทางที่ต่างออกไป ซึ่งก็น่าจะเป็นทิศทางที่ผมน่าจะเลือกตั้งแต่ครั้งแรก” ประธานาธิบดีกล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวหลังคำตัดสินของศาลสูงสุด “ผมจะเลือกแนวทางที่ผมทำได้ตั้งแต่แรก ซึ่งมีความเข้มข้นกว่าทางเลือกเดิมของเราเสียอีก”  

หุ้นAmazon หนึ่งในกลุ่มเจ็ดนางฟ้า “Magnificent Seven” ดีดตัวขึ้นมากกว่า 2% หลังคำตัดสินดังกล่าว Amazon เป็นบริษัทที่สั่งซื้อสินค้าจากจีนมากถึง 70% และได้เริ่มเห็นผลของภาษีต่อราคาสินค้าบางประเภทแล้ว ทั้งนี้ ตามข้อมูลของ Wedbush Securities 

ขณะที่หุ้นบริษัทอื่นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากผลลัพธ์นี้ก็ปรับขึ้นเช่นกัน เช่น Home Depot และ Five Below  

“ในกรณีของ Amazon โดยเฉพาะ สินค้าจำนวนมากของพวกเขานำเข้าจากจีน ดังนั้นภาษีนำเข้าจะทำให้ราคาสินค้าบนเว็บไซต์ Amazon แพงขึ้นสำหรับลูกค้า และเมื่อราคาสูงขึ้น คนก็จะซื้อน้อยลง” เจด เอลเลอร์โบรค ผู้จัดการพอร์ตของ Argent Capital Management กล่าว “การที่ไม่ต้องเผชิญกับปัญหานั้นอีกต่อไปต่างหากคือสาเหตุของความตื่นเต้นในตอนนี้ ผมคิดว่าเป็นเช่นนั้น”  

หากคืนเงินภาษีให้กับผู้นำเข้าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ

แม้ว่าตลาดวอลล์สตรีทจะคาดการณ์คำตัดสินของศาลสูงสุดไว้ล่วงหน้าแล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีคำถามค้างคาอยู่ เช่น ภาษีนำเข้าที่ถูกเก็บในอัตราที่สูงขึ้นก่อนหน้านี้จะต้องถูกคืนให้หรือไม่ ซึ่งศาลสูงสุดไม่ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้ในคำพิพากษา  

“ตอนนี้ศาลชั้นล่างจะต้องเป็นผู้พิจารณาต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่จ่ายภาษีนำเข้าไปแล้ว และรัฐบาลอาจจะต้องจ่ายเงินคืนก้อนใหญ่” ไมเคิล เบรนเนอร์ นักวิเคราะห์อาวุโสและนักกลยุทธ์ด้านการจัดสรรสินทรัพย์ของ FBB Capital Partners กล่าว “หากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ก็จะมีลักษณะคล้ายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอีกรูปแบบหนึ่ง”

 ในช่วงเช้าของวันศุกร์ ผู้ค้าได้รับข้อมูลที่น่าผิดหวังเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวเพียง 1.4% ในไตรมาสที่สี่ ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมากเมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้น 2.5% ที่นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งสำรวจโดยบริษัทสื่อดาวโจนส์ ได้คาดการณ์ไว้ ส่วนการเติบโตระดับ 4.4% ในไตรมาสที่สามนั้นเกินการประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ

กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การปิดทำการของหน่วยงานรัฐที่ยาวนานทำลายสถิติ เป็นสาเหตุหลักของสถานการณ์นี้ ภาวะชัตดาวน์ดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของไตรมาสที่สี่ ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงประมาณ 1 จุดร้อยละตามการประมาณการของกระทรวง

นอกจากข้อมูล GDP แล้ว รายงานดัชนีค่าใช้จ่ายการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ชอบใช้มากที่สุด แสดงให้เห็นว่า เงินเฟ้อทรงตัวในเดือนธันวาคม เมื่อหักราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวนออก PCE พื้นฐาน (core PCE) สูงขึ้น 3% ซึ่งเป็นไปตามคาด แต่ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางอย่างมาก

ด้วยการเคลื่อนไหวในวันศุกร์ ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 0.3% ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.1% และดัชนี Nasdaq ที่เน้นเทคโนโลยี หยุดการร่วงลงติดต่อกัน 5 สัปดาห์ โดยปรับตัวขึ้น 1.5%