วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ผ่าอาณาจักร GULF ภายใต้ปีก 'สารัชถ์' ลงทุน 8 หุ้น มูลค่านับหลายแสนล้าน

ผ่าอาณาจักร GULF ภายใต้ปีก 'สารัชถ์' ลงทุน 8 หุ้น มูลค่านับหลายแสนล้าน

สร้างแรงฮือฮาไปทั่วแวดวงการเงิน ธุรกิจ และตลาดทุนไทย เมื่อ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ยักษ์ใหญ่พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน เดินเกมลงทุนครั้งสำคัญด้วยการทยอยสะสมหุ้น KBANK จนขยับขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 อย่างเป็นทางการ จุดกระแสจับตาว่า นี่อาจไม่ใช่แค่ดีลการเงินธรรมดา แต่คือการวางยุทธศาสตร์เชื่อมอาณาจักรพลังงานสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในอนาคต

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งถูกพูดถึงมากขึ้น เมื่ออยู่ภายใต้การนำของ สารัชถ์ รัตนาวะดี หรือ “เสี่ยกลาง” มหาเศรษฐีระดับแสนล้าน โดย "กรุงเทพธุรกิจ" ขออาสาพาไปสำรวจอาณาจักร GULF ที่วันนี้แผ่ขยายครอบคลุมหุ้นใหญ่อย่างน้อย 8 บริษัท 

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) GULF มาร์เก็ตแคป 900,125 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ต้นปี +44.31%

  • สารัชถ์ รัตนาวะดี ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 จำนวน 4,360,559,178 หุ้น สัดส่วน 29.19%  
  • GULF CAPITAL HOLDINGS LIMITED ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 จำนวน 1,194,942,592 หุ้น สัดส่วน 8.00% 
  • บริษัท กัลฟ์ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้นใหญ่อันดับ 7 จำนวน 568,138,324 หุ้น สัดส่วน 3.80% 
  • GULF INVESTMENT AND TRADING PTE. LTD. ถือหุ้นใหญ่อันดับ 8 จำนวน 388,469,932 หุ้น สัดส่วน 2.60% 
  • NOMURA SINGAPORE LIMITED-GULF INVESTMENT AND TRADING PTE. LTD.ถือหุ้นใหญ่อันดับ 10 จำนวน 329,516,800 หุ้น สัดส่วน 2.21% 

บล.เอเซียพลัส ระบุว่า โดยรวมแล้วกําไรปกติทั้งปี 2568 อยู่ที่ 2.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.4%yoy หนุนจากโครงการใหม่ที่ COD ตามแผน ส่วนแบ่งกําไร ADVANC ที่เพิ่มขึ้น และปันผลรับทีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มประมาณการกําไรปกติปี 2569–2570 ขึ้น 7.4% และ 8.8% จากเดิม มาอยู่ที่ 3.4 และ 3.7 หมื่นล้านบาท ตามลําดับ เพื่อสะท้อนการปรับเพิ่มประมาณการของ ADVANC ในช่วงก่อนหน้า ภายใต้ประมาณการใหม่ ส่งผลให้กําไรปกติปี 2569 -2570 เพิ่มขึ้น18.4%yoy และ 12.5%yoy ตามลําดับ หนุนหลักจากการรับรู้ส่วนแบ่งกําไรจาก ADVANC ที่เพิ่มขึ้น YoY รวมถึงธุรกิจโรงไฟฟ้าที่คาดทยอย COD ตามแผน

ทั้งนี้ ช่วงสั้นงวดไตรมาส 1/69 คาดกําไรปกติเติบโตทํา New High ได้ต่อเนื่อง หนุนจากปริมาณขายไฟฟ้าในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล  และส่วนแบ่งกําไรจาก Jackson ที่คาดเพิ่มขึ้นตามการเข้าสู่ฤดูหนาว  เช่นเดียวกับส่วนแบ่งกําไรจาก ADVANC ที่คาดรายได้จากการให้บริการเติบโต นอกจากนี้คาดค่าใช้จ่าย SG&A จะปรับตัวลดลงQoQ

นอกจากนี้ ประกาศจ่ายปันผลปี 2568 ที่ 1.05บาท/หุ้น พร้อมปันผลพิเศษอีก 2.20 บาท/หุ้น รวมทั้งหมดจ่ายที่ 3.25บาท/หุ้น คิดเป็น dividend yield รวม 5.24% และ ณ  สิ้นปี 2569 ราคาเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 71.25บาท/หุ้น เดิม  68.25 บาท คงคําแนะนํา ซื้อ จากปัจจัยพื้นฐานที่เห็นการเติบโตที่แข็งแกร่งทํา New High ต่อเนื่องทั้งระยะสั้นและระยะยาว

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ADVANC มาร์เก็ตแคป 1,159,942 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ต้นปี +24.60%

  • บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 จำนวน 1,202,712,000 หุ้น สัดส่วน 40.44%

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า กำไรสุทธิทั้งปี 2568 อยู่ที่4.8 หมื่นล้านบาท +36.5%YoY แต่กำไรปกติทั้งปี 2568 อยู่ที่ 4.6 หมื่นล้านบาท +32% YoY ดีกว่าคาดการณ์ของเราที่ 4.4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ADVANC ประกาศจ่ายปันผลจากผลประกอบการครึ่งปีหลังของปี 2568 ที่ 8.41 บาทต่อหุ้น คิดเป็นPayout Ratio อิงกำไรครึ่งปีหลังของปี 2568ที่ 95% 

นอกจากนี้ ADVANC ยังประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษจากกำไรสะสมอีก 19.00 บาทต่อหุ้น รวมสองก้อนเงินปันผลที่จะจ่ายออกมาในครึ่งปีหลังของปี 2568 ถึง 27.41 บาทต่อหุ้นคิดเป็น Yield 7.6% XD วันที่ 27 ก.พ.2569 (XD วันเดียวกันทั้งปันผลจากผลประกอบการปกติและปันผลพิเศษ) ปันผลพิเศษ 19.00 บาทต่อหุ้นเป็นการจ่ายแบบ One-time เพื่อ Unlock Shareholder Value

โดยบริษัทฯ มีศักยภาพจ่ายได้จากกำไรสะสมที่แข็งแกร่ง ขณะที่ EBITDA มากกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีหัก CAPEX การจ่ายค่าคลื่นความถี่และเงินลงทุนในธุรกิจใหม่ รวมแล้วไม่เกินปีละ 5 หมื่นล้านบาทในระยะยาวยังมี Free Cash Flow ที่จะน ามาจ่ายปันผลได้ที่ระดับปีละ 5-6 หมื่นล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ปรับเพิ่มประมาณการปี 2569 ขึ้น 4% สะท้อนเป้าหมายเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 ADVANC ตั้งเป้าหมายปีนี้ ได้แก่  Service Revenue เติบโต 3–5%YoY ใกล้เคียงสมมติฐานของเรา รวมถึง EBITDA เติบโต 2–4% ต่ำกว่าสมมติฐาน และ CAPEX (ไม่รวมคลื่น) 3.0–3.5หมื่นล้านบาท หรือราว 15% ของรายได้สูงกว่าช่วงก่อนที่ราว 12% แต่ใกล้เคียงที่เราคาดจากฐานกำไรปี 2568 ที่ดีกว่าคาดเล็กน้อยและแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเราปรับเพิ่มประมาณการปี 2569 ขึ้น 4% เป็น 5.2 หมื่นล้านบาท +14% YoY โดยสมมติฐานหลักคือ Service revenue ex. IC โต 4.7% YoY ขณะที่ EBITDA โต 6% และ CAPEX ราว 4.2 หมื่นล้านบาท เผื่อโอกาสลงทุนเพิ่มเติมระหว่างปีนอกแผน

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) KBANK มาร์เก็ตแคป 485,712 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ต้นปี +5.40%

  • บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 จำนวน 235,805,000 หุ้น สัดส่วน 10.03%

จากรายงาน ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2569 GULF ได้เข้าซื้อหุ้น KBANK จำนวน 2,949,600 หุ้น หรือ 0.1254% ส่งผลให้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 10.0298% รวมเป็นจำนวนหุ้น 235,805,000 หุ้น ในราคาสูงสุดที่ 197 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินลงทุน 581 ล้านบาท โดยทำการซื้อผ่าน หลักทรัพย์บัวหลวง และ หลักทรัพย์อินโนเวสท์เอกซ์

ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ชี้แจงหลักเกณฑ์และรายละเอียด กรณีนี้แล้วว่า ตามที่ พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 18 กำหนดว่า ห้ามมิให้บุคคลใดถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกิน 10% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โดยระบุว่า GULF ถือหุ้นใน KBANK 9.96% ซึ่งยังไม่ต้องขออนุญาตจาก ธปท. แต่ทว่า ธปท. ได้เข้าติดตามการถือหุ้นในกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบะว่า สำหรับปีนี้ KBANK โดยเบื้องต้นยังคงประมาณการเดิมที่คาด KBANK จะมีกำไรสุทธิ 50,690 ล้านบาท โต 2.3% YoY ซึ่งแม้ทิศทางของรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิจะยังชะลอตัวลง ทั้งจากการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ และการเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ แต่คาดผลลบดังกล่าวจะถูกชดเชยด้วยการตั้งสำารองที่ผ่อนคลายลง ตามความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อที่ลดลง และการขยายฐานรายได้ค่าธรรมเนียมที่ทำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Wealth Management

ทั้งนี้ ยังมองว่า KBANK เป็นหุ้นธนาคารใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง แต่ด้วยราคาหุ้นปัจจุบันไม่มี Upside เหลือ เทียบกับมูลค่าพื้นฐานปีนี้เดิมที่ 190 บาท จึงคงคำแนะนำเพียง “TRADING” ส่วนเงินปันผลสำหรับกำไรสุทธิครึ่งปีหลังของปี 2568 คาดอยู่ที่หุ้นละ 10.3 บาท คิดเป็น Div. Yield 5.4% ส่วนปีนี้คาดเงินปันผลหุ้นละ 12.6 บาท คิดเป็น Div. Yield 6.7%

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) KTB มาร์เก็ตแคป 457,716 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ต้นปี +15.93%

  • สารัชถ์ รัตนาวะดี ถือหุ้นใหญ่อันดับ 8 จำนวน 130,000,000 หุ้น สัดส่วน 0.93%

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า ในการประชุมนักวิเคราะห์ซีอีโอตั้งเป้าสินเชื่อปี 2569 จะเติบโต 0-2% YoY และรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต 1-3% ภายใต้สมมติฐาน GDP โต 1.8% ขณะที่ NIM มีแนวโน้มลดลงสู่ 2.35-2.50% ในปี 2569 จาก 2.82% ในปี 2568 โดยสมมติว่ามีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25bps สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (non-NII) กำไรจากเงินลงทุนมีแนวโน้มลดลงYoY แต่ธนาคารมีมุมมองเชิงบวกต่อรายได้จากการติดตามหนี้เสีย ส่งผลให้ KTB ยังไม่เร่งดำเนินการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนบริหารสินทรัพย์ (JV-AMC) เนื่องจากมีความมั่นใจในกระบวนการติดตามหนี้ของตนเองและต้องการเก็บรายได้ส่วนนี้ไว้ภายในองค์กรด้านค่าใช้จ่ายธนาคารตั้งเป้าควบคุมอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ ที่42-44% ในปี 2569 โดยภาพรวมซีอีโอคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้นจากเสถียรภาพของรัฐบาลและนโยบายสนับสนุนการเติบโตระยะกลางถึงยาวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

ทั้งนี้ เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-2570 ขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปีเพื่อสะท้อนเป้าหมายทางการเงินใหม่ทั้ง NIM และ credit cost ที่ลดลงโดยคาดว่า NIM จะลดลง 30bps YoY เหลือ 2.56% และ credit cost ลดลง 24bps YoY เหลือ 90bps ในปี 2569 เราคาดว่ากำไรปีนี้จะลดลง 7% YoY ก่อนฟื้นตัว 5% ในปีถัดไปในด้านการบริหารเงินทุน KTB ให้ความสำคัญกับการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลมากกว่าการซื้อหุ้นคืนเนื่องจากมีความกังวลเรื่อง free float และสภาพคล่องของหุ้นทั้งนี้ปัจจุบันภาครัฐและกองทุนวายุภักษ์ถือหุ้นรวมกันราว 60%

บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ITC มาร์เก็ตแคป 52,500 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ต้นปี +15.89%

  • สารัชถ์ รัตนาวะดี ถือหุ้นใหญ่อันดับ 5 จำนวน 19,627,100 หุ้น สัดส่วน 0.65%

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ไตรมาส 4/68 กําไรปกติตามคาดและทําจุดสูงสุดของปี 826 ล้านบาท สูงขึ้น 4.9% qoq และ 3% yoy จากคําสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากตลาดสหรัฐรวมถึงการเพิ่มขึ้นของลูกค้าใหม่ และสินค้านวัตกรรมอย่างกลุ่มขนมทานเล่นที่มีราคาและมาร์จิ้นดี ช่วยลดผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า ขณะที่ปี 2568 กําไรปกติ 3 พันล้านบาท -21% yoy แม้ปริมาณคําสั่งซื้อเพิ่มขึ้นแต่มาร์จิ้นถูกกดดันจากสัดส่วนสินค้า Premium ที่ลดลงในช่วงครึ่งปีแรก  และต้นทุนปลาทูน่าสูงขึ้นรวมถึงการมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเพื่อลดผลกระทบจาก US Tariff ในช่วงครึ่งปีหลัง ตลอดจนค่าใช้จ่ายขายบริหารสูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างองค์กร

สำหรับปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโต 8-11% หนุนจากปริมาณคําสั่งซื้อเพิ่มต่อเนื่อง และตลาดสหรัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนสําคัญ  โดยกลยุทธ์ นอกจากขยายฐานลูกค้าเดิม  ยังเดินหน้าเพิ่มลูกค้าใหม่ และเพิ่มสัดส่วนสินค้าขนมทานเล่นให้ได้มากกว่า 15% ในปีนี้ ด้าน Gross margin และ SG&A/Sales ประเมินกรอบเท่าปีก่อนที่ 23-25% และ 9-10% ตามลําดับ เทียบกับปี 2568 เฉลี่ยที่ 25.1% และ 10.5% ในปี 2568

นอกจากนี้นับตั้งแต่ต้นปี ราคาหุ้น YTD ปรับขึ้นไปราว 18% เทียบกับ SET เฉลี่ย 16% ทําให้ราคาปัจจุบันเหลือ upside จํากัด 6% จากราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 18.90 บาท ประกอบผลประกอบการไตรมาส 1/69 คาดไม่ได้เด่น เนื่องจากปกติไตรมาส 1 เป็นจุดต่ําสุดของปี จึงแนะนํา Trading สําหรับ ITC โดยบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีหลังของปี 2568 หุ้นละ 0.45 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 2.5% ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 2 มี.ค. 2569 เมื่อรวมกับปันผลครึ่งปีแรกของปี 2568 ทําให้ทั้งปี 2568 จ่ายรวม 0.85 บาท (Div  Payout  Ratio  85.6%) หรือ 4.8% และคาดเพิ่มเป็น 5.1% หรือหุ้นละ 0.90 บาท ในปีนี้

บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) THCOM มาร์เก็ตแคป 12,715 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ต้นปี +34.10%

  • บริษัท กัลฟ์ เอดจ์ จำกัด ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 จำนวน 451,974,934 หุ้น สัดส่วน 41.23% 

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ยังคงประมาณการและคำแนะนำ “ซื้อ” อิงราคาเหมาะสมณสิ้นปี 2569 ที่ 12.40 บาทต่อหุ้น (DCF) ราคาหุ้นที่ P/BV 26 1.1 ไม่แพงบนโอกาสเติบโตอีกมากในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมด้านอวกาศ นอกจากนี้กลยุทธ์ที่จะเน้นประมูลงานมากขึ้นเพิ่มเติมจากการขายcapacity ดาวเทียมเป็นปัจจัยใหม่ที่ตลาดจะจับตา และอาจทำให้ประมาณการของตลาดมี Upside ต่อประมาณการในระยะถัดไป

บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) SPCG มาร์เก็ตแคป 10,875 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ต้นปี +10.75%

  • GULF INTERNATIONAL INVESTMENT (HONG KONG) LIMITED  ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 จำนวน 94,801,626 หุ้น สัดส่วน 8.98%

บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการระดับดีเลิศ (Excellent CG Scoring) หรือ 5 ดาว ในโครงการสำรวจการกำกับการดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย (Corporate Governance Report of Thai Listed Companies: CGR) ประจำปี 2568 โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ภายใต้การสนับสนุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ทั้งนี้ การผ่านการประเมินดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ SPCG ที่สะท้อนถึงคุณภาพของบริษัทฯ และความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม มีความสุจริต โปร่งใส ยึดหลักการกํากับดูแลกิจการและจริยธรรมทางธุรกิจ ซึ่งเป็น กลไกสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปสู่การพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจแก่ ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายการกำกับดูแลกิจการไว้อย่างชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับคณะกรรมการบริษัทฯ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคน ภายใต้วิสัยทัศน์มุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน สร้างรากฐานที่มั่นคงเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) CIVIL มาร์เก็ตแคป 679 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ต้นปี +64.41%

  • GULF INTERNATIONAL INVESTMENT (HONG KONG) LIMITED ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 จำนวน 20,000,000 หุ้น สัดส่วน 2.86%

ล่าสุด นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามในสัญญางานก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 9 ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง–บางปะอิน ส่วนที่ 1 บางบัวทอง–ลาดหลุมแก้ว ในส่วนของงานโยธา ตอนที่ 2 ระหว่าง กม.54+200.000 ถึง กม.56+375.000 ระยะทางประมาณ 2.175 กิโลเมตร

โดยครงการดังกล่าวมี สำนักก่อสร้างทางที่ 1 กรมทางหลวง เป็นผู้ว่าจ้าง มีมูลค่างานรวม 731.75 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยกำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 1,080 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้เริ่มดำเนินงาน

นอกจากนี้ ได้ลงนามในสัญญางานก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง -บางปะอิน ส่วนที่ 1 บางบัวทอง – ลาดหลุมแก้ว ในส่วนของงานโยธา ตอน 3 ระหว่าง กม.56+375.000 –กม.57+625.000 ระยะทางยาวประมาณ 1.250 กิโลเมตร มูลค่าโครงการ 689.65 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ผ่าอาณาจักร GULF ภายใต้ปีก 'สารัชถ์' ลงทุน 8 หุ้น มูลค่านับหลายแสนล้าน