ความตึงเครียดทาง “ภูมิรัฐศาสตร์” ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นกว่า 1% หลังอิหร่านซ้อมรบใกล้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ขณะเดียวกันความขัดแย้งระหว่าง รัสเซีย และ ยูเครน ยังยืดเยื้อ ท่ามกลางการจับตาการเจรจาระหว่าง สหรัฐ กับ อิหร่าน ซึ่งอาจกำหนดทิศทางราคาพลังงานในระยะสั้น โดยนักวิเคราะห์มองว่าการฟื้นตัวของราคาน้ำมันจะช่วยหนุน Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น
“สุวัฒน์ สินสาฎก” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)โกลเบล็ก เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แนวโน้มหุ้น “กลุ่มโรงกลั่น” ในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังมีทิศทางเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งกรณีอิหร่านซ้อมรบใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ และสถานการณ์โจมตีด้วยโดรนระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ยังยืดเยื้อ
ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลบวกโดยตรงต่อผลประกอบการของ “กลุ่มโรงกลั่น” แม้จะอ่อนตัวลงจากระดับสูงมากในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ราว 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ประมาณ 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปกติที่ 3-4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานยังอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ การพลิกกลับจากขาดทุนสต็อกน้ำมันในไตรมาส 4 ปี 2568 มาเป็นกำไรจากสินค้าคงคลังในไตรมาส 1 ปี 2569 หลังราคาน้ำมันฟื้นตัว ซึ่งจะช่วยหนุนกำไรสุทธิของกลุ่มโรงกลั่นให้ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ มองว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางและยุโรปตะวันออกจะช่วยพยุงราคาน้ำมันและค่าการกลั่นไม่ให้ปรับตัวลดลงได้ง่าย โดยเฉพาะเหตุโจมตีด้วยโดรนที่มักกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ในประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐประเมินว่าสงครามขนาดใหญ่มีโอกาสเกิดขึ้นไม่สูง เนื่องจากต้นทุนความเสียหายที่สหรัฐต้องแบกรับมีมาก และลักษณะการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นการสร้างอำนาจต่อรองเชิงการเมือง
สำหรับ หุ้นเด่นกลุ่มโรงกลั่นที่น่าจับตาแนะนำเลือกหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้หลักจากธุรกิจการกลั่นและมีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง ได้แก่ SPRC TOP และ BCP ซึ่งทั้ง 3 บริษัทถือเป็นผู้ประกอบการโรงกลั่นหลักที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันและค่าการกลั่นที่ยังอยู่ในระดับสูง คาดว่าราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวต่อได้ หลังพักฐานในช่วงก่อนหน้า สอดคล้องแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่เติบโตแข็งแกร่ง
“จักรพงศ์ เชวงศรี” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะกรณีอิหร่านซ้อมรบใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก รวมถึงเหตุการณ์โจมตีด้วยโดรนระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังดำเนินต่อเนื่อง กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานในระยะสั้น
“ความไม่สงบดังกล่าวมีแนวโน้มผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นระยะสั้น นักลงทุนยังต้องติดตามผลเจรจาระหว่าง สหรัฐ และ อิหร่าน อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการซ้อมรบของอิหร่านอาจเป็นการแสดงศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองบนโต๊ะเจรจา”
ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นจะส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้น “กลุ่มพลังงานและโรงกลั่น” จากโอกาสเกิดกำไรจากสต็อกน้ำมันซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ให้ดูโดดเด่นขึ้น โดยหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ครอบคลุมแทบทั้งกลุ่ม โดยเฉพาะ TOP BCP SPRC และ PTTGC
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวนสูงและเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ควรติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน นอกจากนี้ ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานหลายตัวได้ปรับขึ้นมาใกล้ราคาเป้าหมาย จึงควรใช้ความระมัดระวังและประเมินจังหวะการลงทุนอย่างรอบคอบก่อนเพิ่มน้ำหนักลงทุน
“ปรินทร์ นิกรกิตติโกศล” ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกยังเป็นปัจจัยหลักที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานการโจมตีระหว่างรัสเซียและยูเครนอีกครั้ง ขณะที่การเจรจานิวเคลียร์ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
“สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังสร้างแรงกดดันต่อจิตวิทยาการลงทุน จากการหารือข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน โดยล่าสุดมีรายงานว่าสหรัฐ ส่งกำลังทางเรือเพิ่มเติมเข้าสู่ภูมิภาค ขณะที่ อิหร่านซ้อมรบใกล้ช่องแคบฮอร์มูสหากการเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติได้ ความตึงเครียดอาจเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ราคาน้ำมันผันผวนรุนแรงในช่วงนี้”
อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ราคาน้ำมันยังแกว่งตัวตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้น แนะนำให้เลือกลงทุนใน “หุ้นพลังงาน” ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและความผันผวนต่ำ โดยหุ้นเด่นคือ PTT เนื่องจากมีโครงสร้างธุรกิจครบวงจร ช่วยลดความผันผวนของกำไร และยังมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยคาดการณ์เงินปันผลงวดครึ่งปีหลังราว 2 บาทต่อหุ้น นอกจากนี้ PTTEP และหุ้นกลุ่มโรงกลั่นเป็นทางเลือกเสริม หากการเจรจาระหว่างประเทศมหาอำนาจไม่ประสบผลสำเร็จ จนส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรง





