ปัญหา “ทุนเทา” เป็นอีกโจทย์เร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องดำเนินการ ถือเป็นอีก “ความท้าทาย” ในการไล่ตามอาชญากรรมจากโลกยุคดิจิทัล และหนึ่งในนั้นที่ถูกจับจ้องคงไม่พ้น “ตลาดทุน” ที่ถูกมองว่าเป็น “แหล่งฟองเงิน” ชั้นดี ล่าสุด ผู้ที่เกี่ยวข้องเดินหน้ามาตรการเชิงรุกปราบปราม “ทุนเทา” ครอบคลุมทั้ง “ตลาดทุน” และ “สินทรัพย์ดิจิทัล” และการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายยกระดับให้เข้มข้นยิ่งขึ้น รวมทั้งยับยั้งการใช้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงิน
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า แนวทางการจัดการ หรือสกัดกั้น ทุนเทา (Grey Capital) ใน “ตลาดทุนไทย” โดยมองประเด็นเรื่องทุนเทาถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงตลาดทุนไทยเท่านั้น แต่มองว่าเป็นปัญหาของระบบการเงินในภาพรวม ซึ่งระบบธนาคาร (แบงก์) คือด่านแรกที่ “เม็ดเงิน” จะเข้าสู่ระบบการเงินได้ ส่วน “ตลาดทุน” ถือเป็นจุดที่สอง ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเส้นทางการเงินในด่านแรกจึงต้องมีความรับผิดชอบที่เข้มงวดมากกว่า
ขณะที่ บทบาทของ “ตลาดทุน” ในการตรวจสอบมีการทำหน้าที่ตรวจสอบตามศักยภาพผ่านกระบวนการ KYC (Know Your Customer) เพื่อตรวจสอบตัวตนและเจ้าของเม็ดเงินที่แท้จริง โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหลายหน่วยงาน ซึ่งข้อจำกัดในการบริหารจัดการ เนื่องจากด่านแรก (ระบบธนาคาร) อยู่นอกเหนือขอบเขตการบริหารจัดการของฝั่งตลาดทุนโดยตรง การจะสกัดกั้นไม่ให้เงินเหล่านี้เข้ามาในประเทศจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในปัจจุบันทุกฝ่ายไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามป้องกันไม่ให้เงินเหล่านี้เข้ามา
ก.ล.ต.ยกระดับเกณฑ์“ตัวกลาง”คุมเข้มทุนเทา
สำหรับแนวทางการจัดการทุนเทาและการป้องกันสแกมเมอร์ที่เกี่ยวข้องกับตัวกลางใน “ธุรกิจหลักทรัพย์” และ “คริปโทเคอร์เรนซี” สะท้อนผ่านตามแผนยุทธศาสตร์ปี 2569-2571
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ในฝั่งการระดมทุนปัจจุบันมีมาตรการที่เพียงพอในการกำกับดูแลไปถึงผู้รับประโยชน์อย่างแท้จริงแล้ว ส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “ตัวกลาง” ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอให้กระทรวงการคลังปรับปรุงเกณฑ์สำหรับผู้ถือหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ และผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล
ขณะที่ ในส่วนเกี่ยวกับการตรวจสอบ “การฟองเงิน” สำหรับคริปโทเคอร์เรนซีนั้น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) จะมีแนวปฏิบัติ Travel Rule เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานภายในประเทศ ซึ่งต้องรอ ปปง. ประกาศแนวทางปฏิบัติดังกล่าวก่อน
แต่อย่างไรก็ตามแต่ละหน่วยงานจะดำเนินการตามกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เป็น “จุดแข็ง” ที่ตนเองมีส่วนการติดตามที่เกี่ยวกับในต่างประเทศ
ขณะนี้ ทางสำนักงาน ก.ล.ต. มีการประชุม Conference Call และอยู่ระหว่างทยอยส่งข้อมูลเพื่อนำมาประมวลผล ซึ่งยังคงมีความคืบหน้าและต้องดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดข้อมูลได้ในขณะนี้
“เรามุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีและบุคลากรที่มีศักยภาพ เพื่อปกป้องนักลงทุนจากกลุ่มมิจฉาชีพ (Scammer) และสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดีให้กับคนไทยอย่างยั่งยืน”
“เสถียรภาพ-ธรรมาภิบาลที่ดี” คือหัวใจสำคัญ
นางสาว เมธินี จงสฤษดิ์หวัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีลอยท์ ประเทศไทย จำกัด ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ต่อสถานการณ์คอร์รัปชันในประเทศไทย ว่า แม้จะมีประเด็นว่า “ประเทศไทย” ถูกจัดอันดับว่ามีปัญหาคอร์รัปชันเพิ่มสูงขึ้น แต่ดีลอยท์ยังคงยืนยันความเชื่อมั่นในประเทศไทย และไม่มีนโยบายที่จะย้ายฐานไปไหน
สะท้อนภาพได้จากการที่องค์กรยังคงเดินหน้าขยายกิจการและรับพนักงานใหม่อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุด อย่างไรก็ดี มองว่าการป้องการคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ต้องทำแบบบูรณาการร่วมกันทุกส่วนในสังคม ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง
ขณะเดียวกัน บทบาทของภาคธุรกิจและแนวทางการสร้างธรรมาภิบาล (Governance) ไม่ใช่แค่เอกสารแต่ต้องทำจริง ภาคธุรกิจไทยควรให้ความสำคัญกับ การสร้างธรรมาภิบาล โดยต้องไม่ใช่เพียงแค่มีนโยบายไว้ในชั้นเอกสารเพื่อการตรวจสอบเท่านั้น แต่ต้องนำไปปฏิบัติ (Implementation) ให้เกิดขึ้นจริง
ทั้งนี้ จากประสบการณ์การให้คำปรึกษา พบว่าหลายบริษัทมักเลือกทำตามคำแนะนำด้านธรรมาภิบาลประมาณ 80% และอาจมองข้ามอีก 20% ที่เหลือ เพราะคิดว่าไม่จำเป็น ซึ่งหากบริษัททำได้เต็ม 100% จะส่งผลดีต่อองค์กรอย่างมาก
โดยดีลอยท์มีทีมเฉพาะที่ให้คำปรึกษาด้าน Governance และ CG (Corporate Governance) เพื่อช่วยองค์กรวางระบบควบคุมและปิดช่องโหว่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับทีมตรวจเช็คบัญชีทั่วไป
พร้อมกันนี้ มองว่า การจะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้กลับมาสนใจตลาดทุนไทย จำเป็นต้องเน้นเรื่องเสถียรภาพและธรรมาภิบาลที่ดี (Good Governance)เป็นหัวใจหลัก โดยบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล คือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเป็น “ด่านหน้า” ในการสร้างความชัดเจนเรื่องกฎเกณฑ์และการกำกับดูแล เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในระดับสากล





