แรงซื้อสุทธิจาก “นักลงทุนต่างชาติ” ทะลุ 50,000 ล้านบาท กลายเป็นแรงส่งสำคัญปลุก “ตลาดหุ้นไทย” กลับมาคึกคัก ท่ามกลางความชัดเจนทางการเมืองลดความไม่แน่นอน และเสริมความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันตัวเลข “จีดีพี” ไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัว 2.5% สะท้อนสัญญาณฟื้นตัวของศักยภาพพื้นฐาน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้นักลงทุนต่างชาติมองเห็นโอกาสจากมูลค่าหุ้นที่ยังน่าสนใจ
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หุ้นไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังฝ่ายอนุรักษนิยมชนะเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี ซึ่งช่วยลดแรงกดดันความขัดแย้งทางการเมืองที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจและตลาดทุนมายาวนาน ทำให้บรรยากาศลงทุนเริ่มกลับสู่ภาวะปกติและเอื้อต่อการเติบโตระยะยาว
ขณะที่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัว 2.5% ไม่ใช่เพียงปัจจัยตามฤดูกาล แต่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงเศรษฐกิจไทย หลังข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเริ่มคลี่คลาย จากการปรับปรุงการทำงานภาครัฐ ทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แม้ยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูและต้องใช้เวลา
ในมุมมอง “นักลงทุนต่างชาติ” เริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาจากความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานตลาดหุ้นไทย ทั้งระดับมูลค่าหุ้นที่ยังไม่แพงเมื่อเทียบภูมิภาค รวมถึงโอกาสการเติบโตของกำไรต่อหุ้น และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีสถานะเงินสดแข็งแรง และจ่ายปันผลในระดับสูง รวมถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของสินเชื่อในกลุ่มธนาคาร และดัชนีหุ้นไทยยังมีอัปไซด์โดยระดับ 1,496 จุดเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของรอบฟื้นตัว และ 1,590 จุด ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่จะไปได้ไกลกว่านั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นในการทำงานของรัฐบาล
จากมุมมองเชิงบวกกองทุนได้ปรับกลยุทธ์ลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่มสัดส่วนลงทุนหุ้นไทยจากเดิม 10% เป็นมากกว่า 50% และอาจขยับสู่ระดับ 70-80% เพื่อรับโอกาสจากผลตอบแทนที่โดดเด่นกว่าหลายตลาดทั่วโลก อีกทั้ง ยังได้แรงหนุนจากกระแสเงินลงทุนโลกที่หมุนจากหุ้นเติบโตไปสู่หุ้นคุณค่าในตลาดเกิดใหม่ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยซึ่งเคยถูกมองข้ามเริ่มกลับมาอยู่ในความสนใจของต่างชาติ
ดังนั้น แนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะที่เงินทุนกำลังไหลกลับเข้าสู่หุ้นไทยต่อเนื่อง กล้าที่ปรับพอร์ตเพิ่มลงทุน เพื่อรับโอกาสจากรอบขาขึ้นของตลาดที่กำลังก่อตัว แต่ควรติดตามพัฒนาการด้านนโยบายเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของผลประกอบการ บจ. ใกล้ชิด เพื่อบริหารความเสี่ยงควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทน
นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หุ้นไทยในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นโดดเด่น โดยดัชนีเพิ่มขึ้นกว่า 200 จุด จากระดับต่ำกว่า 1,250 จุด ช่วงกลางเดือนม.ค. 2569 สู่ราว 1,460 จุดในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 20% จากแรงหนุนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองและกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้า
“ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยเกือบ 50,000 ล้านบาท สวนทางนักลงทุนในประเทศขายสุทธิรวมกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อทำกำไร หลังตลาดปรับขึ้นแรง ซึ่งยังต้องติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและทิศทางกำไรบจ. หากผลประกอบการไม่เติบโตตามราคาหุ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อแรงขายทำกำไร”
ในเชิงกลยุทธ์แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนหุ้นไทยราว 5-10% ของพอร์ต โดยเน้นหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม SET50 ที่อิงการเติบโตในประเทศ และเตรียมปรับไปสู่หุ้นปันผลสูงเป็นแผนสำรอง หากนโยบายเศรษฐกิจล่าช้าหรือกระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มชะลอ
นายอนุวัฒน์ อิ่มแสงรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ดาโอ จำกัด เปิดเผยว่า แม้หุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ในเชิงกลยุทธ์ยังมีมุมมองที่ต้องระมัดระวัง โดยประเมินตลาดอยู่ในภาวะ Downside จำกัด แต่ขณะเดียวกัน Upside ก็จำกัดเช่นกัน เนื่องจากแรงหนุนหลักมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติ มากกว่าการฟื้นตัวของปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่ระดับดัชนีเริ่มเข้าใกล้ราคาเป้าหมาย ทำให้ยังไม่มีแผนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัด โดยอัตราการเติบโตของ GDP อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย แม้ความต่อเนื่องทางการเมืองจะช่วยพยุงความเชื่อมั่นระยะสั้น แต่ในระยะยาวนักลงทุนยังต้องติดตามความสามารถของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจน





