MTC ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อปี 69 โต 10-15% จากฐาน 183,222 ล้านบาท พร้อมขยายอีก 400 สาขา หลังกำไรสุทธิ Q4/68 โต 15% ที่ 1.7 พันล้าน จากการเติบโตของสินเชื่อมีหลักประกัน-ขยายสาขา 500 สาขา เคาะจ่ายปันผล 0.29 บาท/หุ้น ขึ้น XD วันที่ 28 เม.ย.นี้
นายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ "MTC" เปิดเผยว่า รายได้รวมไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 8,057 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.83% กำไรสุทธิ 1,781 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.47% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนและสามารถควบคุมคุณภาพหนี้เสีย (NPL) ไว้ที่ 2.53%
ขณะที่ผลการดำเนินงานปี 2568 มูลค่าพอร์ตสินเชื่อ รวมอยู่ที่ 183,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.56% รายได้รวม 30,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.17% และกำไรสุทธิ 6,723 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.59 % เทียบปีก่อน สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน
ด้านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน อยู่ที่ 3.48 มีทิศทางดีขึ้น และมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ 142.99% สะท้อนการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายปันผลเป็นเงินสดงวดปี 2568 ในอัตรา 0.29 บาท/หุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 28 เม.ย. 2569 และจ่ายปันผลวันที่ 15 พ.ค. 2569
โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันรายได้และกำไรในไตรมาส 4/2568 และภาพรวมทั้งปีเติบโตตามแผนงานที่วางไว้มาจากการเติบโตของสินเชื่อที่มีหลักประกันควบคู่กับการขยายสาขาต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดปล่อยสินเชื่อขยายตัวได้มากขึ้น
MTC ได้เปิดสาขาเพิ่ม 502 สาขา จากปีก่อน รวมทั้งสิ้น 8,673 สาขา โดยในปี 2569 มีแผนเปิดสาขาใหม่อีก 400 สาขา รองรับดีมานด์ลูกค้าที่เพิ่มขึ้น มุ่งมั่นสู่การเป็นผู้ให้บริการไมโครไฟแนนซ์ในมาตรฐานระดับโลก โดยเน้นจุดแข็งด้านความยั่งยืนทางธุรกิจ สร้างความเท่าเทียมทางการเงินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
สำหรับ แผนการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อเติบโต 10-15% เมื่อเทียบกับปี 2568 เพราะธุรกิจมีแนวทางส่งเสริมยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ในกลุ่มต่างๆ ให้มากขึ้น และยังคงมุ่งให้ความสำคัญกับการเข้าถึงสินเชื่อให้กับลูกค้า แต่ในปี 2569 จะไม่ได้มีการเปิดสาขาในอัตราที่สูงดังเช่นที่ผ่านมา เพราะปัจจุบันสาขาของธุรกิจกระจายอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพค่อนข้างครอบคลุมแล้ว
บริษัทมุ่งมั่นสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมครอบคลุมทุกพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินตามเป้าหมายสหประชาชาติ ผ่านเครือข่ายกว่า 8,673 สาขาทั่วประเทศ ควบคู่กับนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มที่ยังคงพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ
“โดยมุ่งหวังให้ประชาชนได้รับบริการทางการเงินที่โปร่งใส เข้าถึงง่าย และเป็นธรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สนับสนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นายปริทัศน์ กล่าว





