กรณีความสับสนของนักลงทุนเกี่ยวกับสัดส่วนการเข้าถือหุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ของ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ว่าเกินเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดหรือไม่นั้น โดย GULF ชี้แจงว่าสัดส่วนการถือหุ้น KBANK ที่เกิน 10% เป็นการคำนวณตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งแตกต่างจากเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่การถือหุ้นของ GULF ใน KBANK ยังไม่ถึงเกณฑ์ 10% ตามวิธีคำนวณของ ธปท. จึงยังไม่เข้าข่ายที่ต้องขออนุญาตจาก ธปท. สอดคล้องกับที่ ธปท.ชี้แจงเช่นกัน
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF เปิดเผย กรุงเทพธุรกิจ ว่า วิธีการคำนวณสัดส่วนการถือหุ้น ระหว่าง ธปท. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ส่งผลให้ตัวเลขสัดส่วนการถือหุ้น KBANK ของ GULF ออกมาไม่เหมือนกัน และเป็นไปตามที่ธปท.ชี้แจง
โดยปัจุบัน GULF ยังไม่ได้ถือหุ้น KBANK เกินเกณฑ์ 10% ตามหลักเกณฑ์ของ ธปท. หากในอนาคตมีการถือครองเกินเกณฑ์ที่กำหนด จะมีการชี้แจงยื่นขออนุมัติจาก ธปท. ก่อนดำเนินการ
ขณะเดียวกันวัตถุประสงค์หลักการเข้าซื้อหุ้นยังคงเป็นไปเพื่อการลงทุนตามปกติ เน้นย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเติม ไม่มีนโยบายที่จะส่งตัวแทนเข้าไปเป็นกรรมการ และยังไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการบริหารหรือการจัดการใดๆ ของธนาคารทั้งสิ้น รวมถึงไม่มีแผนเข้าทำคำเสนอซื้อ หรือเทคโอเวอร์ธนคาร ซึ่งเรื่องนี้ระมัดระวังมาก เนื่องจากกังวลเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ข้อมูลภายในเพื่อซื้อขายหุ้น
“การลงทุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การลงทุน เพื่อรับผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับประมาณ 6-7% ต่อปี ขณะที่แนวโน้มธุรกิจและแผนการดำเนินงานในปีนี้ยังคงเป็นไปตามทิศทางเดิมที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้า"
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า สาเหตุที่ทำให้นักลงทุนเกิดความสับสนเกิดจากการใช้ฐานในการคำนวณสัดส่วนการถือหุ้นที่แตกต่างกัน 2 รูปแบบ หากใช้เกณฑ์ของ ก.ล.ต. ฐานที่หักหุ้นซื้อคืนออกสัดส่วนการถือหุ้นจะสูงกว่า 10% เล็กน้อย แต่ใช้เกณฑ์ธปท. ฐานที่ไม่หักหุ้นซื้อคืนสัดส่วนการถือหุ้นจะอยู่ที่ประมาณ 9.98%
ดังนั้น พิจารณาตามเกณฑ์การกำกับดูแลของ ธปท.พบว่าการคำนวณสัดส่วนการถือหุ้นนั้น “ต้องไม่หักหุ้นที่ซื้อคืน” ส่งผลให้สัดส่วนปัจจุบันของ GULF ยังอยู่ที่ระดับราว 9.98% ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์ 10% ที่จะต้องขออนุญาตจาก ธปท. เป็นกรณีพิเศษแต่มองว่าปัจจุบันถือว่าใกล้ระดับ 10% มากแล้ว
หากมองโอกาสและความเป็นไปได้ในอนาคต GULF ตัดสินใจเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจนเกิน 10% ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท และต้องผ่านกระบวนการขออนุญาตธปท. ตามเกณฑ์ด้านคุณสมบัติที่กำหนดไว้ ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาของ ธปท. จะพิจารณาจากคุณสมบัติหลายด้านเพื่อรักษาเสถียรภาพของสถาบันการเงิน เช่น ความรู้ความสามารถทางการเงินของผู้ถือหุ้น, การประกอบธุรกิจด้านการเงิน และแหล่งที่มาของเงินทุนที่ต้องมีความมั่นคงแข็งแรง
“คงขึ้นอยู่กับเจตนาของบริษัท แหล่งที่มาสนับสนุนว่า โอกาสที่จะถือหุ้นเกิน 10% หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ เป้าหมายและเจตนาของทาง GULF เอง ไม่สามารถมีใครสามารถตอบแทนได้ แต่ยอมรับว่าตอนนี้มาถึงจุดที่ใกล้ 10% แล้ว และหากจะขยับไปถึงขั้นถือหุ้นเกิน 25% จะต้องขออนุญาตจากกระทรวงการคลัง แต่มองว่าโอกาสที่สัดส่วนจะไปถึงระดับ 25% นั้นเป็นไปได้ยากในขณะนี้”
อย่างไรก็ตาม มอง GULF เป็นกลุ่มที่มีความพร้อมทางการเงินสูง การเข้าลงทุนหุ้นแบงก์เป็นการเลือกเป้าหมายที่เหมาะสมเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี โดยแบ่งการพิจารณาเป็น 2 ส่วน คือ GULF มีจุดแข็งในด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งพลังงานไฟฟ้า, ICT และ AI ซึ่งตลาดยังมองราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และ KBANK หรือกลุ่มแบงก์เป็นการลงทุนเพื่อรับเงินปันผลระดับสูง รวมถึงมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ที่น่าสนใจ
นายปัณณทัต เลาหธนสาร ผู้ช่วยนักวิเคราะห์ บล. กรุงศรี กล่าวว่า การเข้าลงทุนใน KBANK ของ GULF เป็นการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินหลังจากได้รับส่วนแบ่งกำไรจาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ต่อเนื่อง การถือหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ช่วยสร้างผลกำไรระยะสั้นในรูปของเงินปันผลที่มั่นคง บนสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง
แม้ปัจจุบันสัดส่วนการถือหุ้นจะแตะ 10% ตามการคำนวณของ ก.ล.ต. แต่ในมุมของ ธปท. ซึ่งนับรวมหุ้นซื้อคืนเข้าไปด้วย จะทำให้สัดส่วนของ GULF อยู่ที่ประมาณ 9% เท่านั้น ซึ่งคาดว่า GULF จะพยายามประคองสัดส่วนไว้ในกรอบนี้ เพื่อเลี่ยงสถานะการเป็น “กึ่งธนาคาร” ที่ต้องถูกตรวจสอบและรายงานต่อ ธปท. ตลอดเวลา ซึ่งอาจกระทบความคล่องตัวในการทำธุรกิจหลัก





