ตลาดหุ้นไทยแรลลี่และยังพลิกฟื้นได้ไม่เกินจริง... หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ได้ปลดล็อกการเมืองไทยได้พรรครวมรัฐบาลที่กวาดที่นั่ง สส. ได้เสียงเกิน 300 เสียงจนทำให้เกิดเสถียรภาพที่ไม่ได้เห็นมานานนับตั้งแต่ปี 2554 จนทำให้ฟันด์โฟลว์ทะลักเข้าลงทุนในหุ้นไทยบวกทั้งสัปดาห์อย่างร้อนแรง
รวมทั้งยังลบคำสาป SET ครองอันดับบ๊วยเกือบ 3 ปีซ้อนจากผลตอบแทนติดลบมาต่อเนื่อง ปีล่าสุด 2568 ผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยติดลบถึง 10.10 % แค่ ปรากฎตั้งแต่ต้นปี 2569 หุ้นไทยบวกขึ้นมาแล้ว 170 จุด หรือ 13% ติดอันดับตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูง 10 อันดับแรกในตลาดหุ้นโลก
โดย SET Index ณ 12 ก.พ. 2569 ทำสถิตินิวไฮรอบ 14
การพลิกฟื้นของหุ้นไทยจึงเป็น “จังหวะที่ดีพลักดันให้ความร้อนแรงและแรงหนุนให้เดินหน้าต่อเนื่อง” ทั้งจากนโยบายส่งเสริมของภาค
“อัสสเดช คงสิริ ” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. ย้ำถึงการพลักดันตลาดทุนไทยภายใต้แผนยุทธ์ศาสตร์ขับเคลื่อนปี 2569 ต้องใช้คำว่า “ไม่ยอมแพ้” และ “เพิ่มความพยายามมากขึ้น” ทั้ง การแข่งขันระหว่างตลาดหุ้น ด้วยกันเอง และพลักดััน Trust & Confidence อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยที่ลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
โดยผลกระทบเห็นชัดเจนการมีคู่แข่งจากตลาดหุ้นอื่นเข้ามาเชิญชวนบริษัทในประเทศไปจดทะเบียนในต่างประเทศจำนวนมากและทำการตลาดอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นฮ่องกงหรือตลาดหุ้นสิงคโปร์ เป็นต้น มาจาก 3 สาเหตุ 1.สภาพคล่องลดลง จากวอุล่ม 5-6 หมื่นล้านบาทก่อนหน้า จากการขาดสินค้าใหม่ในตลาดหุ้น
“มีความตั้งใจส่วนตัวอยากเห็นรายชื่อหุ้น SET50 SET 100 มีการเปลี่ยนแปลง จาก30 ปีที่ผ่านแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อหุ้นเลย เทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐมีการสลับสับเปลี่ยนรายชื่อหุ้นอย่างน้อย 90 % จากบริษัทใหม่ หากมีธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจเทคฯ นำธุรกิจต่างประเทศใน Sector น่าสนใจเข้ามาลงทุนในไทยและอยู่ในเรดาห์ของนักลงทุน ดึงดูดใช้ตลาดทุนให้เป็นประโยชน์”
ประเด็น 2. กฎเกณฑ์พิจารณาไอพีโอใช้เวลานาน ตลท.ต้องทำงานหนักในปีนี้ ร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. หลังจากจากฟีคแบ็คนักลงทุนตอบกลับมาว่า “ขั้นตอนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นมีข้อจำกัดมาก” ซึ่งต้องปรับใช้หลักเกณฑ์และดุลพินิจเข้ามาพิจารณาแต่ต้องบาลานซ์ไม่เน้นแต่จำนวน
โดยเฉพาะต่างชาติว่ามีจำนวนเยอะและเปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป จึงต้องนำกฎเกณฑ์ทั้งหมดมาทบทวนในปีนี้ ด้วยความรอบครอบและรอบด้าน เพราะต้องการดำเนินการเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงบ่อยในระยะยาว รวมไปถึงการพิจาณากลับมาใช้เวลาซื้อขายเหมือนเดิมจากที่เพิ่มเวลาช่วงบ่ายเร็วขึ้น 30 นาที เป็น Pre Open 13.30 น. และ Open 14.00 น. จากเสียงสะท้อนสมาคมธุรกิจหลักทรัพย์ไม่ค่อยมีความคุ้มค่า
และ 3. การแข่งขันระหว่างตลาดหุ้นด้วยกันสูงขึ้น ทางตลท. ต้องแข่งขั
ทางตลท. ได้ดำเนินการเข้าไปพูดคุยและหารือว่าปัจจัยและสาเหตุเกิดจากอะไรบ้าง เพื่อต้องการดึงเรตติ้งหรือความน่าสนใจลงทุนในหุ้นไทยกลับมา ปรากฎมีหลายด้านที่ระบุออกมา เช่น foreign share limit ในบางกลุ่มที่สนใจ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ต่างชาติิมองว่าเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตปันผลและแข็งแกร่งต้องการถือลงทุนมากกว่า 25 % และไม่พอใจที่จะถือลงทุนผ่าน NVDR เท่านั้น เพราะต้องการออกเสียงในฐานผู้ถือหุ้นด้วยต้องมาพูดคุยกับทางแบงก์ชาติ
ส่วนที่ต้องมาทำงานเพิ่มคือการเก็บวิเคราะห์ข้อมูลหุ้นรายตัวที่โดนถอนออกจากดัชนีและลดน้ำหนัก รวมทั้งเหตุการณ์ในช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้น พบว่ามาจาก “มาร์เก็ตแคป” สะท้อนการเติบโตและความโดดเด่นลดลง ทำให้สภาพคล่องในหุ้นนั้นลดลง ทำให้ต้องผลัดกันโครงการ Jump+ เพื่อตอบรับพื้นฐานที่นักลงทุนต้องการหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตชัดเจน ซึ่งโครงดังกล่าวจะพลักดันให้บจ. กลับมาสร้างมูลค่าจากการลงทุนใหม่ๆ ในธุรกิจของตัวเอง
ส่วนแรงหนุนภาครัฐอันดับแรกและเป็นความต่อเนื่องโครงการ TISA เป็นประโยชน์ต่อตลาดทุน และประชาชนโดยรวมในการบริหารการออมของประชาชนได้อย่างมั่นใจและลดปัญหาทางคลัง ซึ่ง TISA จะเป็นการลงทุนต่อเนื่องไม่เหมือน LTF จึงเป็นแผนงานแรกที่สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน ส่วนเงื่อนไขที่ต้องปรับด้านสิทธิลดหย่อนไม่จูงใจทั้งผู้มีรายได้สูงและรายได้น้อยที่ถูกจำกัดเกินไป
รวมทั้ง กฎหมายที่สร้าง Trust & Confidence การใช้อำนาจ ก.ล.ต. ภายใต้พรก. หรือพรบ. หลักทรัพย์ มีอำนาจลงโทษหรือตัดสินใจพฤติกรรมไม่ดีต่อตลาดหุ้นไทยซึ่งเป็นประโยชน์มากขึ้น ปัจจุบันส่งเคสการตรวจสอบ
กล่าวทิ้งท้าย “แผนงานโรดโชว์” ได้วางกรอบในช่วงเดือนพ.ค. ไว้แล้ว ในกลุ่มบจ. SET 50 ตรงกับช่วงโฉมหน้าของรัฐบาลและนโยบายซึ่งเป็นช่วงที่ดีในการพบกับนักลงทุนระยะยาว จากฟันด์โฟลว์เข้ามาลงทุนช่วงก่อนเลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งยังมั่นใจว่าหลังเลือกตั้งชัดเจนขึ้นและภูมิรัฐศาสตร์ไม่รุนแรงและโฟ





