ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” วานนี้ (12 ก.พ. 2569) ปิดตลาดพุ่ง 29.83 จุด มาอยู่ที่ 1,441.53 จุด หรือเพิ่มขึ้น 2.11% ด้วยมูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 78,412.29 ล้านบาท ซึ่งดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นร้อนแรงนับตั้งแต่หลังเลือกตั้ง (8 ก.พ.) โดย 4 วันทำการ (9-12 ก.พ.) ดัชนีหุ้นไทยพุ่งกว่า 87.52 จุด จากระดับ 1,354.01 จุด (6 ก.พ.) สะท้อนความ “คาดหวัง” ในเรื่องของ “เสถียรภาพ” ของรัฐบาลชุดใหม่
ขณะที่ “นักลงทุนต่างชาติ” กลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทย 8 วันทำการ (3-12 ก.พ.) รวม 43,745.98 ล้านบาท โดยวานนี้ซื้อสุทธิจำนวน 10,518.06 ล้านบาท “สถาบัน” ซื้อสุทธิ 43.24 ล้านบาท “บัญชีบล.” ซื้อสุทธิ 224.6 ล้านบาท ส่วน “รายย่อย” ขายสุทธิ 10,785.91 ล้านบาท
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยหลังการเลือกตั้ง (8 ก.พ.) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขยับจากระดับ 1,354.01 จุด เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ระดับ 1,441.53 จุด หรือเพิ่มขึ้น 87.52 จุดวานนี้ (12 ก.พ.) โดยถือเป็นการปรับตัวขึ้นที่แรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากความคาดหวังต่อผลการเลือกตั้งและหน้าตาของรัฐบาลใหม่ที่ค่อนข้างสูง
โดยตลาดมองหากรัฐบาลที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นมีเสียงข้างมากที่มีเสถียรภาพ จะส่งผลดีต่ออำนาจในการขับเคลื่อนมาตรการทางเศรษฐกิจต่างๆ ในระยะยาว และด้วยความเป็นไปได้เชิงโมเมนตัม หากตลาดยังอยู่ในเซนทริเม้นต์แบบที่เป็นอยู่ และมีแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คาดดัชนีฯ ก็มีโอกาสขยับขึ้นไปถึงระดับ 1,500 จุดได้
อย่างไรก็ตาม ให้เป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้อย่างเป็นทางการอยู่ที่ 1,440 จุด ซึ่งปัจจุบันดัชนีได้ขยับเข้าใกล้ระดับดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เมื่อดัชนีทะลุผ่านจุดที่เป็นมูลค่าพื้นฐานขึ้นไป ความเสี่ยงในการลงทุนจะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
นายเทิดศักดิ์ แนะ กลยุทธ์การลงทุน ว่า นักลงทุนต้องเปลี่ยนไปตามสภาวะตลาด โดยช่วงก่อนหน้าระดับดัชนี 1,300-1,350 จุด เป็นช่วงการสะสมหุ้น และปล่อยให้กำไรเติบโต แต่ช่วงปัจจุบันดัชนี ใกล้ 1,440 จุด มองนักลงทุนต้องเปลี่ยนเข้าสู่โหมด “เก็งกำไร” ระมัดระวัง โดยนักลงทุนที่สะสมหุ้นมาตั้งแต่ช่วงแรก ควรพิจารณาตั้งจุด Stop Profit เพื่อล็อกกำไรในหุ้นทุกตัว และระวังในการเลือกซื้อหุ้นใหม่เพิ่ม
สำหรับหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการเลือกตั้ง โดยกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์ในช่วงแรกคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับมาตรการที่ไม่ต้องใช้งบประมาณสูง เช่น การทำ Fast Track ผ่าน BOI เพื่อส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่ม นิคมอุตสาหกรรม
ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ต้องใช้งบประมาณหรือการตัดสินใจเชิงนโยบายขนาดใหญ่นั้น เราอาจต้องรอการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือนเม.ย.ถึงต้นเดือนพ.ค. นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนทางอ้อมจากเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า (Fund Flow) จากปัจจัยอื่น เช่น MSCI ที่ช่วยหนุนภาพรวมของตลาดให้แข็งแกร่งขึ้น
ขณะที่ ปัจจัยต้องติดตามใกล้ชิดหลังจากนี้ คือ โฉมหน้าของ ครม.ใหม่ และ “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่จะประกาศออกมาว่าสามารถทำได้จริงมากน้อยเพียงใด รวมถึงน้ำหนักของนโยบายเหล่านั้นที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว
นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า วานนี้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรงอีกกว่า 29 จุด คาดหนุนจากฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้าไทยต่อ บนมุมมองพัฒนาการเชิงบวกจากการเมืองไทย หลังผลการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ดูมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง ทั้งนี้ตั้งแต่หลังเลือกตั้งมาหุ้นไทยบวกมาแล้วกว่า 80 จุด หรือราว 6% โดยฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้าแล้ว 2.2 หมื่นล้าน นับจากวันที่ 9-11 ก.พ. 2569
นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง เปิดเผยว่า ทิศทางหุ้นไทยหลังการเลือกตั้งทั่วไปผลการเลือกตั้งเบื้องต้นที่พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้าง “เสถียรภาพทางการเมือง” ในระดับสูงสุดในรอบหลายปี ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
โดยคาดการณ์ภายใต้การนำพรรคภูมิใจไทย ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจจะให้น้ำหนักกับ “เสถียรภาพทางการคลัง” และความต่อเนื่องของโครงการลงทุนภาครัฐที่ค้างท่ออยู่ โดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังมีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้นเพื่อเลี้ยงกระแสเศรษฐกิจ ได้แก่ 1. โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ 2.มาตรการทางภาษี และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ 3.การดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) เข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น





