วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

TOP กำไรปี 68 พุ่ง 46.45% ที่ 1.4 หมื่นล้าน จากรายการซื้อคืนหุ้นกู้และกำไรซื้อกิจการ

TOP กำไรปี 68 พุ่ง 46.45% ที่ 1.4 หมื่นล้าน   จากรายการซื้อคืนหุ้นกู้และกำไรซื้อกิจการ

TOP รายงานกำไรปี 68 พุ่ง 46 % ที่ 14,584 ล้านบาท โดยรับรู้กำไรจากซื้อคืนหุ้นกู้เพิ่มขึ้น 2,908 ล้านบาท และกำไรเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนอีก 7,371 ล้านบาท

บริษัท ไทยออลย์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP  รายงายผลประกอบการใน Q4/68  ราคานํ้ามันดิบดูไบเฉลี่ยปรับลดลงจากภาวะอุปทานส่วนเกิน หลังจากกลุ่มผู้ส่งออกนํ้ามันและพันธมิตร (OPEC+) ยกเลิกมาตรการปรับ ลดกําลังการผลิตเพิ่มเติม และทยอยเพิ่มกําลังการผลิต 137,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์รับรู้ผลขาดทุน จากสต๊อกนํ้ามันจํานวน 3,461 ล้านบาท หรือ 3.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

กลุ่มไทยออยล์มีกําไรขั้นต้นจากการผลิตรวมผลกระทบจากสต๊อกอยู่ที่ 8.1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ EBITDA อยู่ที่ 5,981 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,084 ล้านบาทจาก Q3/68

 

นอกจากนี้ ใน Q4/68 กลุ่มไทยออยล์รับรู้กําไรจากการต่อรองราคาในการเข้าซื้อธุรกิจในสิงคโปร์ของ PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) (ซึ่งกลุ่มไทยออยล์ถือหุ้นร้อยละ 15) เพิ่มขึ้นประมาณ 328 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการดังกล่าวกลุ่มไทยออยล์รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุน จากการลงทุนในบริษัทร่วมโดยเฉพาะจาก CAP เพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะตลาดโอเลฟินส์ที่ยังคงอ่อนตัว จากแรงกดดันด้านอุปทานที่ อยู่ในระดับสูง เมื่อรวมค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ส่งผลให้

กลุ่มไทยออยล์มีกําไรสุทธิ 2,458 ล้านบาท หรือ 1.10 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 311 ล้านบาทจาก Q3/68

ขณะที่ราคานํ้ามันดิบดูไบเฉลี่ยใน Q4/68 ปรับตัวลดลง ส่งผลกลุ่มไทยออยล์จึงมีขาดทุนจากสต๊อกนํ้ามันเพิ่มขึ้น 1,451 ล้านบาท โดยกลุ่มไทยออยล์มี กําไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มรวมผลกระทบจากสต๊อกนํ้ามันเพิ่มขึ้น 3.1 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

นอกจากนี้ กลุ่มไทยออยล์รับรู้ขาดทุนจาก เครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง (รวมเฉพาะรายการที่เกิดจากการป้องกันความเสี่ยงราคาสินค้าโภคภัณฑ์) 1,062 ล้านบาทใน Q4/68 เทียบกับ กําไรจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง 224 ล้านบาทใน 4Q/67 ส่งผลให้มี EBITDA ลดลง 491 ล้านบาท

ประกอบกับกลุ่มไทยออยล์รับรู้ส่วน แบ่งขาดทุนจากการลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น ดังนั้น ใน Q4/68 กลุ่มไทยออยล์มีกําไรสุทธิลดลง 309 ล้านบาทจาก Q4/67

ขณะที่ทั้งปี 2568 รับรู้ขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง (รวมเฉพาะรายการที่เกิดจากการป้องกันความเสี่ยงราคา สินค้าโภคภัณฑ์) 537 ล้านบาท ส่งผลให้มี EBITDA 17,619 ล้านบาท ลดลง 4,407 ล้านบาท

ขณะที่มีการบันทึกกําไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้เพิ่มขึ้น 2,908 ล้านบาท เนื่องจากในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์ซื้อหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ 633 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 513 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากปี2567 นอกจากนี้ ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์รับรู้ส่วนแบ่งกําไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น

โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงิน ลงทุนใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) (ซึ่งกลุ่มไทยออยล์ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 15) ซึ่งบริษัทย่อยของ CAP ได้บันทึกกําไรจาก การต่อรองราคาในการเข้าซื้อกิจการ Aster Chemicals and Energy Pte. Ltd. (“ACE”) (เดิมชื่อ “Shell Singapore Energy Park Pte. Ltd.”) และ Aster Polymer Solutions Pte. Ltd. (เดิมชื่อ “Chevron Phillips Singapore Chemical Pte. Ltd.”) ในประเทศสิงคโปร์

โดยกลุ่มไทยออยล์รับรู้กําไรจากการต่อรองราคาดังกล่าวตามสัดส่วนการถือหุ้น คิดเป็นจํานวน 7,371 ล้านบาท เมื่อรวมค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษีเงิน ได้ส่งผลให้ในปี2568 กลุ่มไทยออยล์มีกําไรสุทธิ 14,584 ล้านบาท หรือเท่ากับ 6.53 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 4,625 ล้านบาท