หุ้นไทยวันนี้ 11 ก.พ.69 บล.พาย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดบวก 52 จุด (+0.1%) ขณะที่ S&P500 , Nasdaq ปิดในแดนลบหลังจากรับทราบผลยอดค้าปลีกที่ย่ำแย่ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดลบ 0.35% นักลงทุนรอดูสถานการณ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
เมื่อคืนที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้ประกาศยอดค้าปลีกพบว่าทรงตัวเทียบกับเดือนก่อนสวนทางกับที่ Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ +0.4%MoM สินค้าที่ลดลงจากเดือนก่อนได้แก่ยานยนต์ (-0.2%MoM) เฟอร์นิเจอร์ (-0.9%MoM) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (-0.4%MoM) เสื้อผ้าและอุปกรณ์แต่งกาย (-0.7%MoM) ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับการบริโภคเพราะการรายงานอยู่ในช่วงเดือน ธ.ค.
ตามปัจจัยฤดูกาลแล้วควรจะเห็นการเร่งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. ซึ่งอาจสะท้อนถึงกำลังซื้อที่เปราะบางของผู้คนในสหรัฐฯ กดดันให้ US Bond Yield ปรับลดลงพร้อมกับการอ่อนค่าของ Dollar Index
แต่อย่างไรก็ตาม กับราคาทองคำพบว่าค่อนข้างทรงตัวกล่าวคือไม่ได้บวกแรงหรือลบแรง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าปรับขึ้นมาค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้านี้
สำหรับในประเทศเมื่อวานที่ผ่านมากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รายงานจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 1 ม.ค. – 8 ก.พ. พบว่าสะสมที่ 4.18 ล้านราย (-10.8%YoY) จำนวนนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ 5.69 แสนรายและมาเลเซียอยู่ที่ 3.7 แสนราย แต่หากไปดูเป็นรายสัปดาห์จะพบว่าอยู่ที่ 7.96 แสนราย (+4.5%WoW) นักท่องเที่ยวจีนรายสัปดาห์อยู่ที่ 1.51 แสนราย (+30%WoW) หากยังสามารถรักษาระดับนี้ได้จะทำให้เฉลี่ยต่อเดือนมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเดือนละ 6 แสนรายกลับไปใกล้เคียงกับช่วงตรุษจีนในปีที่แล้วมองเป็นสัญญาณเชิงบวกแรกและดีกับหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีก (AOT CENTEL CPALL CPN)
วานนี้ยังคงเห็นการปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทยและนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิ 4.79 พันล้านบาทสวนทางกับนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 3.5 พันล้าน แต่อย่างไรก็ตามยังคงมองว่า Upside SET INDEX คาดหวังได้ไม่มากนักจากนี้เนื่องจากเริ่มมี Valuation ที่ไม่ค่อยถูกเท่าใดนัก (Forward PE 15x) เทียบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพียง 2% และ Market Capitalization ส่วนใหญ่เป็นหุ้น Old Economy
คืนนี้รอติดตามตัวเลขสำคัญอย่างการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 6.6 หมื่นรายและ 4.4% วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1400 – 1420 เชื่อว่าจะค่อยๆลดความร้อนแรงลงเพราะ Price In ปัจจัยการเมืองไปแล้ว
ขณะที่บริษัทจดทะเบียนอยู่ในช่วงทยอยรายงานผลประกอบการ อย่างวานนี้ OR ประกาศยอดขายในช่วง 4Q25 พบว่า -16%YoY , EBITDA -9%YoY ด้าน KCE ก็รายงานยอดขายปี 25 (-5%YoY ในสกุล USD ที่ไม่เกี่ยวกับเงินบาท)
ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางการปรับขึ้นของตลาดหุ้นที่สวนทางกับผลประกอบการ มองเป็นจังหวะทยอยหาจังหวะลดพอร์ตการลงทุน แต่ระยะสั้นเน้น Trading เลือกหุ้น Laggard อาทิ (CPALL HMPRO CRC) ท่องเที่ยว (AOT CENTEL MINT AWC) นิคม (AMATA WHA)





